posttoday
ปลดล๊อกเงินกู้จีนเปลี่ยนเกมรถไฟฟ้า

ปลดล๊อกเงินกู้จีนเปลี่ยนเกมรถไฟฟ้า

10 กันยายน 2553

ไม่มีใครนึกว่าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของรัฐบาลจะ “เปิดหวูด” ไปได้เร็วขนาดนี้

ไม่มีใครนึกว่าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของรัฐบาลจะ “เปิดหวูด” ไปได้เร็วขนาดนี้

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ไม่มีใครนึกว่าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของรัฐบาลจะ “เปิดหวูด” ไปได้เร็วขนาดนี้

ปลดล๊อกเงินกู้จีนเปลี่ยนเกมรถไฟฟ้า

เป็นการเดินเกมแบบสายฟ้าแลบ ขนาดพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยยังมองแทบไม่ทัน

โดยเฉพาะข้อเสนอของรัฐบาลจีนที่ต้องการสร้างเส้นทางจาก หนองคายกรุงเทพฯปาดังเบซาร์ วงเงินนับแสนล้านบาท

ก่อนหน้านี้ถือว่าภูมิใจไทยพลาดที่ไม่สามารถเกาะขบวนรถไฟจากแดนมังกรเที่ยวนี้ได้ เหมือนกับซื้อตั๋วไม่ทัน

เพราะแกนนำที่ไปเจรจากับจีนกลายเป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องการลงทุน

การ์ดตกนิดเดียว พรรคประชาธิปัตย์ชิงเสนอกรอบเจรจา (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลจีน เพื่อก่อสร้างเส้นทางจากจีนตอนใต้เข้า จ.หนองคาย

เสนอตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 190 กำหนดให้การทำสัญญากับต่างประเทศต้องเสนอสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเมื่อไหร่รับรองฉลุย

สาระสำคัญของกรอบการเจรจา ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1.เส้นทาง ได้แก่ 1.กรุงเทพฯหนองคาย ระยะทาง 615 กม. 2.กรุงเทพฯระยอง ระยะทาง 221 กม. เริ่มต้นจากมักกะสันฉะเชิงเทราระยอง 3.กรุงเทพฯปาดังเบซาร์ ระยะทาง 982 กม. 4.กรุงเทพฯเชียงใหม่ และ 5.กรุงเทพฯอุบลราชธานี

งานนี้กว่ารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยจะรู้ตัวว่าตกรถไฟก็เกือบเสียเหลี่ยมกลับตัวแทบไม่ทัน

แต่อีกโครงการที่ถือว่าภูมิใจไทยพลิกเกมได้อย่างฉิวเฉียด คือการกู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน วงเงิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.24 หมื่นล้านบาท

เพื่อลงทุนใน 3 โครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) คือ 1.โครงการจัดหารถจักรดีเซล ไฟฟ้าพร้อมอะไหล่เพื่อทดแทนรถจักรจีอีที่มีอายุใช้งานมากกว่า 45 ปี จำนวน 50 คัน มูลค่าโครงการ 195 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6,562.25 ล้านบาท

2.โครงการปรับปรุงระบบรางสายประธานช่วงพิษณุโลกเชียงใหม่ มูลค่าโครงการ 132 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4,428 ล้านบาท

3.โครงการปรับปรุง ระบบรางสายประธาน ช่วงทุ่งสงชุมทางหาดใหญ่ มูลค่าโครงการ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2,680.8 ล้านบาท

โดยนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เบรกในที่ประชุม ครม.ว่า ไม่ควรกู้เงินจากเอ็กซิมแบงก์จีน เนื่องจากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่เอ็กซิมแบงก์จีนเสนอมาสูงกว่า 4% เป็นระดับที่สูงเกินไป รวมทั้งยังต้องใช้สินค้าจากจีนไม่น้อยกว่า 50%

อีกทั้งถือว่าไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นการจ้างงานและการลงทุนภายในประเทศ

นอกจากนี้ ยังติดขัดในการพิจารณาด้านข้อกฎหมายที่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้กฎหมายจีน และกำหนดให้สถาบันอนุญาโตตุลาการของจีนเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาท

นายโสภณเห็นควรให้พิจารณาหาแหล่งเงินกู้จากในประเทศแทนเพื่อนำมาใช้สนับสนุนการพัฒนาระบบรางแทน

ขณะที่ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุลผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาการเจรจาเงินกู้กับจีนยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ หากจะใช้เงินกู้ดังกล่าว ต้องมีการระบุโครงการที่ใช้เงินให้มีความชัดเจน เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาความเป็นไปได้ ก่อนบรรจุการกู้เงินเข้าไว้ในแผน เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า หากรัฐบาลล้มแผนการกู้เงิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐจากประเทศจีน ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับการบริหารหนี้ของประเทศ หรือการกู้เงินเพื่อมาลงทุนในโครงการต่างๆ เพราะเงินกู้จากจีนยังไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการก่อนหนี้ปี 2553 ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนนี้ หรือแผนการก่อหนี้ปี 2554 ที่จะเริ่มใช้ในเดือนหน้า

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีนสามารถผ่อนปรนเงื่อนไขในประเด็นต่างๆ ที่กระทรวงการคลังได้เสนอไป ก็จะสรุปการหารือเรื่องกรอบความตกลงทั่วไปได้

เนื่องจากการลงทุนร่วมกันระหว่างไทยจีนในอนาคต เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง ก็อาจต้องใช้แหล่งทุนจากเอ็กซิมแบงก์จีนเหมือนกับโครงการพัฒนาระบบรางของ ร.ฟ.ท.

ประโยชน์ของการยกเลิกการกู้เงินจากจีน 400 ล้านเหรียญสหรัฐก็คือ นักการเมืองสามารถหาผู้รับเหมาได้เอง เพราะไม่ต้องถูกล็อกตายจากทางรัฐบาลจีน

เหมือนที่ประเทศไทยเคยกู้เงินจากญี่ปุ่นในการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็ถูกบังคับให้ใช้บริษัทรับเหมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

...ข้อเสนอของ รมว.คมนาคม ที่ให้หันกลับมากู้ในประเทศ ถือเป็นการปลดล็อกเงื่อนไขในการจัดหาผู้รับเหมา

เรียกว่าการ “กลับมาสู่เกม”

เพราะหากประเดิมกู้จากจีนก้อนแรก ในอนาคตหากมีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทยจีนขึ้น อาจต้องถูกปิดประตูเรื่องผู้รับเหมาอีกรอบ

อย่างนี้ก็เจ๊กอั่ก!!!

เพราะประชาธิปัตย์ขึ้นชื่อเรื่องผูกปิ่นโตกับบริษัทรับเหมารายใหญ่อยู่แล้ว การมีบริษัทรับเหมาจีนเข้ามาเอี่ยวอีกราย ก็แทบจะเรียกว่ากินเค้กกันเกือบหมดก้อน ไม่เหลือให้เพื่อนที่มาร่วมงานทีหลัง

หลังจากงานนี้ คงต้องจับตาว่ารัฐบาลจะทำเหมือนรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อบางใหญ่ คือซอยย่อย 3 เส้นทาง เพื่อหารได้ลงตัวกันทั่วหน้าหรือไม่

การคว่ำเงินกู้จากจีน แล้วหันมาเกี้ยเซี้ยกันภายใน น่าจะวินวินมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน