posttoday
การเมืองของความร้อนระอุ

การเมืองของความร้อนระอุ

11 เมษายน 2560

เมื่อเทศกาลสงกรานต์เวียนมาถึง จังหวัดหนึ่งที่อยู่ในใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

เมื่อเทศกาลสงกรานต์เวียนมาถึง จังหวัดหนึ่งที่อยู่ในใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน คือ จ.เชียงใหม่ ใช่แล้วครับ จังหวัดที่กำลังแข่งขันทำลายสถิติความร้อนอันดับต้นๆ ของประเทศ

จริงอยู่ที่คนไม่ได้ต้องการมาสัมผัสสภาพอากาศร้อนแห้งสากแสบผิวกาย แถมด้วยควันละอองเศษซากจากการเผาไหม้และฝุ่นจากหิน ดิน ทรายจากไซต์ก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งไอเสียจากยานพาหนะ หรือรังสีความร้อนจากอาคารบ้านเรือนที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวดอกเห็ด

ที่พยายามลากยาวถึงมลภาวะ ก็เพราะอยากสะท้อนว่านับทศวรรษแล้วที่วิกฤตหมอกควันในหน้าแล้งของภาคเหนือตอนบนอยู่ในภาวะอันตรายทำลายชีวิตของคนจำนวนมาก แต่ยังไม่อาจชี้ชัดให้เห็นว่าอะไรหรือใครเป็นสาเหตุของหมอกควันเหล่านั้นอย่างแท้จริง

การหาสาเหตุและผู้ก่อมลพิษเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากต้องการแก้ไขปัญหา และมีต้นทุนที่ต้องจ่ายไปเพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ประชาชนทั่วไปผู้มิได้ก่อมลพิษอย่างเข้มข้นย่อมมิควรต้องมาร่วมจ่ายไปพร้อมๆ กับผู้ก่อมลภาวะร้ายแรง

หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP-Polluter Pay Principle) มิควรถูกบิดเบือนให้กลายเป็นภาระด้านภาษีเพื่อบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุขเพื่อดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษโดยคนทั้งประเทศ (People Pay Principle)

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสสังคมจับจ้องไปที่ภาพภูเขาหัวโล้นไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับข้อสงสัยที่ว่าใครอยู่เบื้องหลังการรุกป่าเพื่อเปลี่ยนมาเป็นแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สุดลูกหูลูกตา หนำซ้ำยังมีการเผาทำลายเศษซากการปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจนก่อกลุ่มควันลอยลงไปปกคลุมพื้นที่ลุ่ม

มิพักต้องพูดถึงความเสี่ยงที่น้ำฝนบนภูเขาจะไหลลงสู่ที่ราบโดยปราศจากป่าไม้ไว้คอยพยุงลดกระแส

กลับมาที่เชียงใหม่ มีหลายท่านตั้งข้อสงสัยว่าเชียงใหม่ทำการผลิตอะไรจึงสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตคนไว้ได้เป็นล้าน ทั้งที่ไม่เห็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรมทั้งหนัก เบา หรือเกษตรกรรม แต่ดูเหมือนจะอู้ฟู่มีเงินสะพัดตลอดเวลา

ต้องเข้าใจว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ดูดเงินคนมาจากที่อื่น และทำให้เงินหมุนเวียนไปสู่ภาคการค้า การบริการต่างๆ ได้ขับเคลื่อนสังคมคนเชียงใหม่ไปเรื่อยๆ

คำถามคือ การท่องเที่ยวของเชียงใหม่จะยั่งยืนไปได้อย่างไร ในภาวะที่มีช่วงที่จังหวัดปนเปื้อนมลพิษหนักขนาดนี้

เรื่องท่องเที่ยวเชียงใหม่ เห็นการวิเคราะห์ของคนเชี่ยวชาญด้านจัดการท่องเที่ยวบอกว่า ช่องว่างการตลาดที่ทุนเชียงใหม่ไม่จับ หรือทำไม่ค่อยเป็น จนมีทุนต่างชาติหรือทุนไทยจากที่อื่นเข้ามาทำ คือ

การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure) ซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการต้องมีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ (Know How) รวมถึงเรื่องการสร้างระบบประกันความเสี่ยง ทั้งในแง่สถาปัตยกรรมวิศวกรรม หรือการทำสัญญาเข้าใช้บริการ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุเสียหาย โดยไม่ได้หาผู้ร่วมรับความเสี่ยงไว้ ก็อาจจะต้องปิดกิจการทันทีหลังมีเหตุแค่ครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีการวางมาตรการปลีกย่อย 

แต่เดิมที่กลุ่มทุนเชียงใหม่เองที่มาจับตลาดนี้ยังมีไม่มาก ก็เพราะทุนเชียงใหม่ไม่จำเป็นต้องทุ่มทุนสร้างอะไรใหม่ แต่อาศัยกินบุญเก่า (ทุนธรรมชาติ วัฒนธรรม) หรือไม่ครับ?แล้วถ้ามันไม่เหลือ เสื่อมโทรม หรือมีชาวเน็ตโลกโซเชียลกระหน่ำวิจารณ์ว่า “แย่มาก อย่ามา” แล้วจะว่าอย่างไร?

ระยะหลังเริ่มมีการสร้างแลนด์มาร์คท่องเที่ยวกึ่งผจญภัยขึ้นมาบ้าง อาทิ

· Grand Canyon Water Park (สวนน้ำ), หางดง

· Wild Felice (บ้านต้นไม้ สนามเด็กเล่น), แม่ริม

· Chiang Mai Water World (สวนน้ำ), สารภี

· Tube Trek Water Park (สวนน้ำ), สันกำแพง

· Hidden Village (หุ่นไดโนเสาร์), อ.เมือง (สันผีเสื้อ)

ดูเหมือนว่าเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย หรือธีมปาร์กกำลังมา หรือว่าทรัพยากรท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมกำลังย่อยยับลงไป จนต้องขยับขยายหาอะไรใหม่ๆ มาหลอกล่อนักท่องเที่ยวภายนอก หรือดึงดูดคนที่อยู่ในเชียงใหม่นี้มาใช้สตางค์กันบ้าง

ต่อไปก็มาลงทุนสร้าง Adventurous Theme Park บนซากทิ้งร้างทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม

เราอาจจะมี Mad Max Fury Park!!! นี่ไม่ได้ประชดประชันเรื่องสงครามระหว่างรถแดง (สองแถว) ปะทะรถร่วมทางผ่านบริการแอพพลิเคชั่นอูเบอร์ แกร็บคาร์ นะครับ ผมกำลังหมายถึงการแปลงเอาพื้นที่แห้งแล้งทะเลทรายมาปรับให้กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ดังปรากฏในลาสเวกัส ดูไบ อาบูดาบี หรือที่เคยมีมาก่อนหน้าแล้วในยุโรป อย่างอัลเมเรียที่ ธีรศิลป์ แดงดา เคยไปค้าแข้งนั่นแหละครับ

อีกนิดเดียวเท่านั้น การแปลงสภาพเป็นทะเลทรายถาวรก็จะมาเยือน รวมถึงคนไข้ “ปอดทราย” ที่ต้องนอนรอความตายพะงาบๆ

หากเชียงใหม่กลายเป็นทะเลทรายไปจริงๆ ต้องใช้เงินลงทุนมากขนาดไหนจึงจะเนรมิตสิ่งอัศจรรย์ตาอัศจรรย์ใจขึ้นมาได้

สิ่งที่ต้องตระหนักและคิดดำเนินการอย่างจริงจังแล้ว คือ การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นทะเลทรายครับ อนุสัญญาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to Combat Desertification) นี่ไทยเป็นภาคีมานานแล้ว แต่ตอนนั้นอาจเข้าไปเพราะคิดว่าห่างไกลไม่มีพันธะอะไรต้องทำเพิ่มกระมัง

ตอนนี้ละครับ ต้องทำแล้ว บรรยากาศประเทศไทยตอนบนช่วงหน้าแล้งนี่ทะเลทรายชัดๆ ครับ คนที่เคยเยือนคาบสมุทรอิเบเรียน แอฟริกาเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา ออสเตรเลียตอนใน หรือตะวันออกกลาง น่าจะเข้าใจกันดีนะครับ ว่าหน้าร้อนภาคเหนือเดี๋ยวนี้คล้ายทะเลทรายเข้าไปทุกที ไม่ได้พูดเกินจริงใช่ไหมละครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน