
ไทย-จีน มีแนวโน้ม 'แก่ก่อนรวย'
โดย...ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)ในโลกตะวันตกประชากรสูงวัยเป็นประเด็นปัญหามานานนับทศวรรษแล้ว แต่ในอนาคตสังคมที่จะมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดคือเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศจีนตอนนี้มีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึง 131 ล้านคน ซึ่งมากกว่าญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลี รวมกันถึงสองเท่า และเอเชียกำลังจะเป็นสังคมสูงวัยในเวลาอันรวดเร็วยิ่งกว่ายุโรปและสหรัฐเมื่อศตวรรษที่แล้ว“ตามที่กล่าวข้างต้นหมายความว่า บางประเทศในเอเชีย เช่น ไทยและจีน ประชากรจะมีแนวโน้ม ‘แก่ก่อนรวย’ ซึ่งประเทศเหล่านี้จะต้องรีบหาทางบริหารจัดการประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะตกอยู่ในห้วงกับดักชนชั้นกลาง” ซาแมนทา อาเมอราซิงห์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวเกาหลีและสิงคโปร์เป็นสังคมสูงวัยแล้ว ซึ่งหมายความว่าประชากรราวร้อยละ 7-14 อยู่ในวัย 65 ปีขึ้นไป และภายในปี พ.ศ. 2573 หนึ่งใน 5 ของคนเกาหลีและสิงคโปร์จะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งในทางสถิติจัดว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด” เหมือนอย่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ส่วนไทยและจีนจะเข้าข่ายเดียวกันภายในปี พ.ศ. 2578โครงสร้างสังคม
โดย...ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
ในโลกตะวันตกประชากรสูงวัยเป็นประเด็นปัญหามานานนับทศวรรษแล้ว แต่ในอนาคตสังคมที่จะมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดคือเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศจีนตอนนี้มีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึง 131 ล้านคน ซึ่งมากกว่าญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลี รวมกันถึงสองเท่า และเอเชียกำลังจะเป็นสังคมสูงวัยในเวลาอันรวดเร็วยิ่งกว่ายุโรปและสหรัฐเมื่อศตวรรษที่แล้ว
“ตามที่กล่าวข้างต้นหมายความว่า บางประเทศในเอเชีย เช่น ไทยและจีน ประชากรจะมีแนวโน้ม ‘แก่ก่อนรวย’ ซึ่งประเทศเหล่านี้จะต้องรีบหาทางบริหารจัดการประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะตกอยู่ในห้วงกับดักชนชั้นกลาง” ซาแมนทา อาเมอราซิงห์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าว
เกาหลีและสิงคโปร์เป็นสังคมสูงวัยแล้ว ซึ่งหมายความว่าประชากรราวร้อยละ 7-14 อยู่ในวัย 65 ปีขึ้นไป และภายในปี พ.ศ. 2573 หนึ่งใน 5 ของคนเกาหลีและสิงคโปร์จะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งในทางสถิติจัดว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด” เหมือนอย่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ส่วนไทยและจีนจะเข้าข่ายเดียวกันภายในปี พ.ศ. 2578
โครงสร้างสังคมสูงวัยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลักๆ แล้วคือทำให้ปริมาณและคุณภาพของแรงงานลดลง และด้วยโครงสร้างของประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปของจีน เกาหลี ฮ่องกง และไทย จะเริ่มแสดงผลกระทบที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในปี พ.ศ. 2563 ส่วนสิงคโปร์จะเห็นผลกระทบแบบเดียวกันก่อนปี พ.ศ. 2568
แม้จะมีความพยายามเชิงนโยบายใหม่ๆ ออกมาหลายอย่าง เพื่อกระตุ้นอัตราการเกิดในหลายประเทศของเอเชียแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่าง จีน ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลี อัตราการเกิดยังคงอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 2.1 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่จะทดแทนจำนวนประชากรในปัจจุบันได้
อย่างไรก็ดี แม้ประชากรที่เริ่มสูงวัยในเอเชียจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจหลีกเลี่ยงได้
การยกระดับคุณภาพแรงงานแม้เพียงเล็กน้อย โดยลงทุนด้านการศึกษามากขึ้น จีนอาจเลื่อนผลกระทบจากสังคมสูงวัยที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจออกไปได้มากถึง 10 ปี โดยจากแนวโน้มปัจจุบัน จีนกำลังจะเป็นแหล่งรวมแรงงานที่มีการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกภายในช่วงหลายสิบปีจากนี้ไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจก่อนเกิดผลกระทบจากสังคมสูงวัย และหากมีการลงทุนมากขึ้น ผลกระทบดังกล่าวก็สามารถเลื่อนออกไปได้นานขึ้นอีก
ประเทศในเอเชียซึ่งมีหนี้ภาครัฐค่อนข้างต่ำ ยังสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากสังคมสูงวัยได้ผ่านระบบบำนาญ เพื่อช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีระบบบำนาญในหลายประเทศของเอเชียยังเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เช่น มีความเป็นไปได้ที่เงินบำนาญทั่วประเทศของจีนจะติดลบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2573 ซึ่งภาครัฐอาจต้องเร่งหาทางสนับสนุนประชากรสูงวัยผ่านมาตรการบริการดูแลสุขภาพและประกันสังคม
นอกจากนี้ การดำเนินการรักษาระดับหรือเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในภาคแรงงานให้มากขึ้น เช่น การยกระดับอัตราการมีส่วนร่วมในภาคแรงงานของสตรีจะส่งผลกระทบได้รวดเร็วทันที ประเทศอย่างเกาหลี สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ดำเนินโครงการหลายอย่าง เช่น ให้เงินอุดหนุนและเบี้ยเลี้ยงการดูแลเด็ก และแรงจูงใจแก่พนักงานเพื่อสร้างภาวะที่เป็นมิตรต่อพนักงานในการดูแลครอบครัวมากขึ้น แนวทางดังกล่าวน่าจะเป็นหนทางรวดเร็วที่สุดในการบรรเทาผลกระทบจากสังคมสูงวัย
ประชากรสูงวัยยังอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุน แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้เช่นกัน จะเห็นได้ว่าตลาดผู้บริโภคสูงวัยมีศักยภาพในการเติบโตพอสมควรในประเทศเกิดใหม่ของเอเชีย โดยเฉพาะจีน
แนวโน้มที่เห็นในประเทศที่พัฒนาแล้วน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2563 คนอายุต่ำกว่า 45 ปี จะถือครองสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเพียงร้อยละ 11 ดังนั้นคาดว่าน่าจะเห็นรูปแบบการใช้จ่ายที่สะท้อนภาพใกล้เคียงกับที่สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกขณะนี้เมื่อเศรษฐกิจประเทศในเอเชียพัฒนาขึ้น
ขณะที่รัฐบาลในเอเชียแสดงเจตจำนงที่จะรับมือกับปัญหาสังคมงวัย ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการถ่วงดุลผลกระทบเชิงลบด้วยการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม “เศรษฐกิจสูงวัย” จะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในระยะยาว







