posttoday
ประชาธิปไตยในมุมนักปรัชญากับนักประวัติศาสตร์

ประชาธิปไตยในมุมนักปรัชญากับนักประวัติศาสตร์

31 มีนาคม 2560

โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์วันก่อนมีโอกาสประชุมโครงการวิจัยกับนักปรัชญาการเมืองอาวุโส ท่านตั้งคำถามในวงนักวิจัยรุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆด้วยข้อสังเกตว่า ทำไมการวิพากษ์สถาบันทางการเมืองบางสถาบันของไทยจึงเกิดขึ้นในหมู่ปัญญาชนนักประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นนักสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ รวมทั้งนักรัฐศาสตร์หลายคนที่ประชุมอยู่ด้วยกันช่วยคิดหาคำตอบให้ท่าน เช่นว่า ปัญญาชนนักประวัติศาสตร์บางคนพูดถึงลักษณะปฏิบัตินิยมสัมฤทธิผลนิยมในหมู่นักวิชาการปัญญาชนไทย แต่นักปรัชญาการเมืองอาวุโสดูจะยังไม่ค่อยปลงใจรับความเห็นที่เสนอมาเท่าใดนัก คนหนึ่งที่นั่งฟังอยู่ด้วยขอลองเสนอคำตอบให้ท่านดังนี้คงไม่จริงนักถ้าจะพูดว่านักวิชาการที่มีท่าทีเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันทางการเมืองของไทยได้แก่นักประวัติศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ นักอื่นๆ ก็มีท่าทีเช่นนั้นได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นนักวิชาการด้านไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนที่มีท่าทีวิพากษ์สถาบันทางการเมืองจารีตของไทยน่าจะได้แก่คนที่มีตัวแบบการเมืองที่พึงปรารถนาอยู่ในใจว่าต้องเป็นประชาธิปไตย และเมื่อพวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นมาของไทยพาระบอบการเมืองของประเทศหักเหออกไปจากตัวแบบการปกครองที่พึงปรารถนาดังกล่าว พวก

โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์

วันก่อนมีโอกาสประชุมโครงการวิจัยกับนักปรัชญาการเมืองอาวุโส ท่านตั้งคำถามในวงนักวิจัยรุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆด้วยข้อสังเกตว่า ทำไมการวิพากษ์สถาบันทางการเมืองบางสถาบันของไทยจึงเกิดขึ้นในหมู่ปัญญาชนนักประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นนักสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ รวมทั้งนักรัฐศาสตร์

หลายคนที่ประชุมอยู่ด้วยกันช่วยคิดหาคำตอบให้ท่าน เช่นว่า ปัญญาชนนักประวัติศาสตร์บางคนพูดถึงลักษณะปฏิบัตินิยมสัมฤทธิผลนิยมในหมู่นักวิชาการปัญญาชนไทย แต่นักปรัชญาการเมืองอาวุโสดูจะยังไม่ค่อยปลงใจรับความเห็นที่เสนอมาเท่าใดนัก คนหนึ่งที่นั่งฟังอยู่ด้วยขอลองเสนอคำตอบให้ท่านดังนี้

คงไม่จริงนักถ้าจะพูดว่านักวิชาการที่มีท่าทีเชิงวิพากษ์ต่อสถาบันทางการเมืองของไทยได้แก่นักประวัติศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ นักอื่นๆ ก็มีท่าทีเช่นนั้นได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นนักวิชาการด้านไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนที่มีท่าทีวิพากษ์สถาบันทางการเมืองจารีตของไทยน่าจะได้แก่คนที่มีตัวแบบการเมืองที่พึงปรารถนาอยู่ในใจว่าต้องเป็นประชาธิปไตย และเมื่อพวกเขาพบว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นมาของไทยพาระบอบการเมืองของประเทศหักเหออกไปจากตัวแบบการปกครองที่พึงปรารถนาดังกล่าว พวกเขาจึงเกิดคำถามขึ้นว่าประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร หรือถามเลยขึ้นไปว่าในเส้นทางการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา มีเหตุอะไรที่ทำให้การปกครองของประเทศไทยตั้งมั่นในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้สักที

คำถามข้างต้นเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบจากประวัติศาสตร์ โดยพิจารณาเส้นเวลาของประวัติศาสตร์แบบที่มีจุดหมายที่ปลายทาง แต่เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงปลายทางเวลาที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจ ในขณะที่เส้นทางและปลายทางอีกแบบอันน่าพอใจและเหมาะสมถูกต้องยิ่งกว่านี้ก็มีอยู่และเป็นไปได้

สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการจึงไม่ใช่การปรองดองอย่างที่พยายามขับเคลื่อนกัน อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในขณะนี้ แต่สิ่งที่พวกเขามองหาคือความเข้าใจ ความไม่พอใจสภาวะของปัจจุบันทำให้คนที่ไม่พอใจต้องการจะเข้าใจว่าอะไรคือเหตุและเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ โดยหวังว่าสิ่งที่ตามมาจากความเข้าใจนั้นจะเพิ่มอำนาจที่ประชาชนจะสามารถลุกขึ้นมากำหนดโอกาสและเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวของเขาเองมากขึ้น และโดยที่เหตุ เงื่อนไข และพลังรักษาสถานภาพเดิมเหล่านั้นมีความเป็นมา และความเป็นมาเหล่านั้นมีอดีตที่รอการจัดความหมายให้เข้าใจได้แตกต่างกัน เราจึงเห็นนักประวัติศาสตร์ก้าวออกมารับภารกิจตอบคำถามการวิพากษ์ดังกล่าว คนที่ต้องการวิพากษ์สภาพเงื่อนไขในปัจจุบันเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงกับนักประวัติศาสตร์ที่ต้องการคิดบัญชีกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตจึงเข้ากันได้ดี

นักปรัชญาการเมืองอาวุโสฟังความเห็นดังว่าแล้ว ท่านตั้งข้อสงสัยต่อว่าการวิพากษ์ประชาธิปไตยมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการวิพากษ์สถาบันทางการเมืองแบบจารีต แต่ไม่ค่อยเห็นปัญญาชนนักประวัติศาสตร์วิพากษ์ประชาธิปไตยเท่าไรนัก เมื่อได้ยินนักปรัชญาการเมืองตั้งคำถามต่อนักประวัติศาสตร์อย่างนี้ คนที่ฟังอยู่ก็ได้ความคิดบางอย่างที่ทำให้เข้าใจขึ้นมาว่า การจะจับความหมายของประชาธิปไตย หรือคำสำคัญอื่นๆ เช่นอธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาคที่มีนัยต่อการต่อสู้ทางการเมือง ให้คนในสังคมวิชาการและปัญญาชนเกิดความคาดหวังและความเข้าใจตรงกันนั้นยากเพียงใด เพราะนักประวัติศาสตร์ไทยสายวิพากษ์กับนักปรัชญาการเมืองอาวุโสของข้าพเจ้านั้นเลือกมองประชาธิปไตยในเส้นเวลาที่ต่างกัน

เมื่อนักปรัชญาการเมืองจับประชาธิปไตยลงไปในเส้นเวลา เขามองเห็นการทำงานของประชาธิปไตยในเส้นทางต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว รวมทั้งความคิด ข้อเสนอ ข้อถกเถียงที่แวดล้อมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เช่น ประชาธิปไตยทางตรงและตัวแทน การจัดอำนาจรัฐ การแยกส่วนสาธารณะกับส่วนบุคคล การแยกรัฐกับศาสนา การจัดการศึกษาและระบบการผลิต พัฒนาการในกลไกอำนาจรัฐ ภาวะสุดโต่งจนทำให้มันกลายรูปและพัง ฯลฯ ที่สั่งสมเป็นความหมายความเข้าใจอันซับซ้อนมาในเส้นเวลายาวไกล ที่ชวนให้นักปรัชญาการเมืองมองเห็นข้อจำกัดและตั้งระยะห่างกับประชาธิปไตยไว้เสมอไปไม่มากก็น้อย

แต่ปัญญาชนนักประวัติศาสตร์เลือกมองประชาธิปไตยในเส้นเวลาอีกแบบหนึ่ง เป็นเส้นเวลาของความใฝ่ฝันในช่วง 100 ปีเศษของผู้คนในสังคมหนึ่งที่ต้องการจัดการปกครองตนเอง ที่ต้องการยืนยันในอำนาจอันเป็นสิทธิติดตัวมาในฐานะที่เป็นมนุษย์ และความพยายามที่ยังไม่สำเร็จในการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายดังกล่าว หน้าที่ของพวกเขาจึงได้แก่การชี้ให้เห็นถึงบรรดาขบวนการและกระบวนการที่พาความคิดจิตสำนึกกระแสต่างๆ ไหลมาหนุนหรือขัดขวางเป้าหมายนี้ในเส้นเวลาในแต่ละช่วงขณะ และผลที่เกิดจากการที่มันก่อตัวขึ้นมาปะทะหรือแผ่ซ่านอยู่ในการทำงานของสถาบันทางสังคม โดยหวังว่าเมื่อเปิดให้เห็นองค์ประกอบที่อยู่เบื้องหลังพร้อมกับที่มาหรือจุดกำเนิดของมันแล้ว ความเข้าใจและจิตสำนึกใหม่ต่ออดีตจะช่วยย่นระยะทางในเส้นเวลาของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยให้เคลื่อนใกล้เข้ามาได้

เส้นเวลาเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักปรัชญาการเมืองกับเส้นเวลาเกี่ยวกับประชาธิปไตยของปัญญาชนนักประวัติศาสตร์จึงประกบซ้อนกันอยู่ในปัจจุบัน ขณะในการเสนอความหมายความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยต่อสังคมไทย และอันที่จริงในภูมิทัศน์ความคิดทางการเมืองของสังคมไทยร่วมสมัย มิได้มีเพียง 2 เส้นเวลานี้เท่านั้นที่กำลังทำงานส่งผลต่อความหมายความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงไปสู่หรือออกจากประชาธิปไตย เส้นเวลาอื่นๆ ก็กำลังทำงานของมันในการกำหนดความเป็นไปได้ต่างๆ ให้แก่ปัจจุบันอยู่อย่างขะมักเขม้น

ตัวอย่างเช่น เส้นเวลาของกระแสความคิดทางศาสนา เส้นเวลาของพัฒนาการทุนนิยม เส้นเวลาของการก่อรูปจัดช่วงชั้นฝักฝ่ายทางสังคม เส้นเวลาวงจรความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการแบ่งแยกเหล่านั้น เส้นเวลาของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและการจัดระเบียบโลก เส้นเวลาเหล่านี้ครอบคลุมระยะกว้างไกลไม่เท่ากัน มีจุดกำเนิด แรงขับและพลวัตภายในต่างกัน เดินในจังหวะความเร็วช้าต่างกัน แต่ต่างประกบซ้อนกันอยู่และทำงานส่งผลถึงกันในแต่ละขณะ แต่เป็นผลที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวในแต่ละสังคม

ใครจะรู้ บางทีอาจไม่ใช่ทั้งนักปรัชญาการเมืองหรือนัประวัติศาสตร์ แต่เป็นนักการศาสนา ที่จะได้หัวเราะรอเป็นผู้ไถ่คนสุดท้ายในเส้นเวลาที่ปลายทาง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน