
เก็บภาษีหุ้นทักษิณ เรื่องยาวว่ากันถึงศาล
เก็บภาษีหุ้นทักษิณ เรื่องยาวว่ากันถึงศาล
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดกรมสรรพากรก็ออกหนังสือประเมินเก็บภาษี ทักษิณ ชินวัตร จากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) เมื่อปี 2549 เป็นมูลค่าภาษีรวมค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.7 หมื่นล้านบาท โดยกรมสรรพากรได้ให้ทักษิณ หรือผู้รับมอบอำนาจมารับฟังการประเมินภาษีที่กรมสรรพากรเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560 แต่ไม่มีใครมาตามนัด กรมสรรพากรจึงแก้เกมโดยนำหนังสือประเมินภาษีติดที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นที่อยู่ของทักษิณ ตามที่ระบุไว้ในทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย
กรมสรรพากรมั่นใจว่า การดำเนินการดังกล่าวถือว่าการประเมินภาษีทักษิณเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และทำได้ทันก่อนหมดอายุความประเมินภาษีในวันที่ 31 มี.ค. 2560 จากนี้ก็เหลือแต่ขั้นตอนให้ผู้เสียภาษีมาชำระภาษีเท่านั้น
หลังจากนี้ กรมสรรพากรจากที่เป็นฝ่ายรุกไล่รีดภาษีหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ ก็จะมาเป็นฝ่ายตั้งรับว่าผู้เสียภาษีจะยื้อในแง่กฎหมายไม่ยอมจ่ายภาษีอย่างไร และกรมสรรพากรจะแก้ทางนั้นด้วยกระบวนการกฎหมายมาตราไหน
หากดูตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากนี้หากทักษิณไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของกรมสรรพากร สามารถทำเรื่องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าพนักงานประเมิน
นอกจากนี้ หากไม่พอใจผลประเมินยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งศาลภาษีอากรสามารถสู้ได้ถึง 2 ศาล เพราะมีศาลภาษีอากรชั้นต้น และศาลภาษีอากรชั้นอุทธรณ์
ดังนั้น ทักษิณ จึงไม่มีทางเลือก จะต้องต่อสู้ตามเส้นทางกฎหมายดังกล่าว สุดท้ายก็ต้องให้ศาลตัดสินว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ เพราะหากไม่ต่อสู้ตามกฎหมายย่อมส่งผลเสียมากกว่า เช่น หากทักษิณ ไม่ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนด กรมสรรพากรก็จะดำเนินการเก็บภาษีทันที หากผู้เสียภาษีไม่มาชำระ กรมสรรพากรก็จะใช้อำนาจยึดทรัพย์ เช่น เงินฝาก อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำมาชำระค่าภาษีให้ครบต่อไป
แม้ว่ากฎหมายของกรมสรรพากร จะมีช่องว่าหากไม่มายื่นอุทธรณ์ตามที่กำหนดว่า สามารถขอขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ได้ โดยเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร จะเป็นผู้พิจารณาว่ามีเหตุผลให้ต่อหรือไม่ แต่ก็เป็นความเสี่ยงได้ไม่คุ้มเสีย เพราะหากไม่ได้รับการขยายการอุทธรณ์จากอธิบดีกรมสรรพากร ก็จะตัดเส้นทางการต่อสู้ชั้นศาลได้ ทำให้ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวทันที
อย่างไรก็ตาม การยื้อเวลาออกไปนานจะทำให้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้น เพราะการอุทธรณ์ หรือการฟ้องศาล ไม่ได้เป็นการบรรเทาการเสียภาษี แต่มีค่าปรับเงินเพิ่มที่คำนวณตลอดเวลา ทำให้ต้องเสียภาษีค่าปรับและเงินเพิ่มมากกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ที่กรมสรรพากรประเมินและนำไปติดไว้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า
ผู้เสียภาษีจึงไม่มีทางเลือกนอกจากสู้กันถึงชั้นศาล ซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายทั้งทักษิณ และกรมสรรพากร และผลออกมาอย่างไรทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ที่สำคัญสังคมจะได้กระจ่างว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจากความสลับซับซ้อนของการซื้อขายหุ้นดังกล่าวต้องเสียภาษีหรือไม่
การดำเนินการเก็บภาษีหุ้นทักษิณ เกิดจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ (เทมาเส็ก) เป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 49.59% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงิน 7.32 หมื่นล้านบาท การขายหุ้นนี้เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้รับยกเว้นภาษี ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้
ภายหลังกรมสรรพากรพบข้อมูลว่า ก่อนหน้าการซื้อขายไม่กี่วัน พานทองแท้ และ พินทองทา ชินวัตร ได้ซื้อหุ้นชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช ในราคาหุ้นละ 1 บาท เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่จะขายหุ้นดังกล่าวให้กองทุนเทมาเส็กในราคา 49.25 บาท ซึ่งการซื้อหุ้นจากบริษัท แอพเพิลริช นอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาต่ำนั้น ถือว่ามีกำไร ทำให้ต้องเสียภาษี
หลังจากนั้น ในปี 2550 กรมสรรพากรทำการประเมินภาษีทั้งสองคน รวมค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งสองคนก็ต่อสู้ด้วยการยื่นอุทธรณ์กับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมสรรพากร ได้รับวินิจฉัยว่าทั้งสองคนต้องเสียภาษี จึงมีการอุทธรณ์กับศาลภาษีอากรชั้นต้นในปี 2553 ในปีนั้นมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยศาลระบุว่า ทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง
ศาลภาษีอากร จึงนำคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ ไปพิจารณาว่า ไม่สามารถเก็บภาษีหุ้นจาก พานทองแท้ และ พินทองทาได้เพราะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง หากเก็บภาษีจะไม่เป็นธรรม
ในช่วงดังกล่าว สาธิต รังคสิริ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร ไม่ยอมยื่นเรื่องอุทธรณ์กับภาษีอากรเพื่อให้ชี้ขาด ขณะเดียวกันก็ออกมาระบุว่า กรมสรรพากรจะไม่เก็บภาษีหุ้นจากทักษิณ เพราะเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี เป็นเหตุผลที่สร้างความคลุมเครือ เพราะการเก็บภาษีหุ้นในส่วนนี้ ไม่ได้เก็บจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการเก็บภาษีหุ้นที่ซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ เป็นการขายต่ำกว่าราคาทุนและไปขายในตลาดหลักทรัพย์ในราคาสูงได้กำไร
ดังนั้น เรื่องเก็บภาษีหุ้นทักษิณที่จะไปต่อสู้กันในชั้นศาลจึงเป็นเรื่องที่ดีกับทุกฝ่าย เพราะอย่างน้อยจะได้ความกระจ่างในหลายเรื่อง ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ ธุรกรรมการซื้อหุ้นชินคอร์ปของ พานทองแท้ และพินทองทา จากบริษัท แอมเพิลริชในราคา 1 บาท นอกตลาดหลักทรัพย์ และนำไปขายในตลาดหลักทรัพย์ให้กับกองทุนเทมาเส็กในราคา 49.25 บาท การซื้อหุ้นราคาถูกนอกตลาดหลักทรัพย์และไปขายแพงในตลาดหลักทรัพย์ กำไรที่เกิดขึ้นจะต้องเสียภาษีหรือไม่ หากศาลตัดสินว่าไม่ต้องเสีย ทุกอย่างก็จบ แต่หากศาลตัดสินว่าต้องเสีย ก็จะถึงปมต่อไปว่า ใครเป็นผู้ต้องเสียภาษี
นอกจากนี้ คำพิพากษายังมีผลต่อการสอบวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ในกรณีที่ต้องมีการเสียภาษี กระทรวงการคลังสามารถเอาผิดข้าราชการที่ทำให้ประเทศเสียหายมารับผิดทางแพ่ง รวมถึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการเอาผิดทางอาญา
ทั้งหมดนี้ สุดท้ายต้องรอให้ศาลภาษีอากรเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ซึ่งจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และทำให้เรื่องที่มืดบอด บิดเบี้ยว ถูกทำให้กระจ่างขึ้น เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต







