
กอช.หืดขึ้นคอดันเป้าล้านราย หนุนคนออมไว้ใช้ยามชรา
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐปัญหาคนไทยจนตอนแก่กำลังจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วมาตั้งแต่ปี 2558 เพราะมีผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 10.5 ล้านคน คิดเป็น 16.2% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมดทำให้ภาพรวมรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุของรัฐมีแนวโน้มทะยานสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากปี 2550 อยู่ที่ 1.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 4.39 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 และหลังจากที่รัฐมีการปรับเบี้ยผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นบันไดอายุ 60-69 ปี ได้ 600 บาท อายุ 70-79 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้ 1,000 บาท/เดือนส่งผลให้ประมาณการรายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 แสนล้านบาท และปี 2560 ปรับเพิ่มเป็นกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปี 2564 จะปรับขึ้นกว่า 4.64 แสนล้านบาทดังนั้น รัฐบาลจึงได้ผลักดัน “กองทุนการออมแห่งชาติ” หรือ กอช. ให้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2558 เป้าหมายคือการส่งเสริมผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ เช่น เกษตร
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ปัญหาคนไทยจนตอนแก่กำลังจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วมาตั้งแต่ปี 2558 เพราะมีผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 10.5 ล้านคน คิดเป็น 16.2% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ทำให้ภาพรวมรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุของรัฐมีแนวโน้มทะยานสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากปี 2550 อยู่ที่ 1.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 4.39 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 และหลังจากที่รัฐมีการปรับเบี้ยผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นบันไดอายุ 60-69 ปี ได้ 600 บาท อายุ 70-79 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80-89 ปี ได้ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้ 1,000 บาท/เดือน
ส่งผลให้ประมาณการรายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 แสนล้านบาท และปี 2560 ปรับเพิ่มเป็นกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปี 2564 จะปรับขึ้นกว่า 4.64 แสนล้านบาท
ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ผลักดัน “กองทุนการออมแห่งชาติ” หรือ กอช. ให้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2558 เป้าหมายคือการส่งเสริมผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกร คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ที่อยู่นอกระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ มีเงินที่เพียงพอไว้ใช้หลังเกษียณ
แต่จากผลการดำเนินงานในปี 2558 กอช.หาสมาชิกได้มากกว่า 4 แสนราย แต่มาเริ่มเห็นสัญญาณขาลงเมื่อยอดสิ้นปี 2559 มีสมาชิกรวมทั้งสิ้นกว่า 5.24 แสนราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนราย มีเงินกองทุนรวม 2,070 ล้านบาท โดยสมาชิกส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 30-50 ปี ถือว่าพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2559 จะต้องมีสมาชิก 1 ล้านราย
ปัญหาสำคัญของการส่งเสริมการออมผ่าน กอช.ที่ทำให้ยอดไม่เพิ่ม คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการออมไว้ใช้หลังเกษียณมีหลายเรื่อง เช่น เงินสมทบที่ไม่รวมดอกผลของรัฐ ไม่มีแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก
นอกจากนี้ การคิดรูปแบบการออมมีความสลับซับซ้อนมากเกินไปไม่สอดรับกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ยากต่อการความเข้าใจของคนระดับกลางและล่าง กลุ่มหาเช้ากินค่ำกล่าวคือ สมาชิกสามารถส่งเงินสะสมขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 50 บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน 1.32 หมื่นบาท/ปี โดยเงินที่สะสมนี้จะได้รับดอกเบี้ยด้วย แต่ไม่สามารถบอกอัตราได้เพราะขึ้นอยู่ที่การบริหารของ กอช.
ซึ่งการสมทบจากภาครัฐจะเพิ่มตามสัดส่วนอายุ ได้แก่ สมาชิกอายุตั้งแต่ 15 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี รัฐสมทบ 50% ของเงินสะสม แต่สูงสุดไม่เกิน 600 บาท/ปี อายุ 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% แต่สูงสุดไม่เกิน 960 บาท/ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100% แต่สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาท/ปี
ประกอบกับ กอช.ไม่ใช่กองทุนภาคบังคับ การใช้วิธีการสมัครใจออมจึงเป็นเรื่องยาก สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้มีอาชีพอิสระ แรงงานนอก ที่มีรายได้ไม่คงที่ ดังนั้น การส่งเสริมให้คนเหล่านี้ออมทุกเดือน หรือออมตามกำลังจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก
อีกปัญหาใหญ่ของ กอช. คือ เรื่องการประชาสัมพันธ์ ทั้งการหาสมาชิกใหม่ และทำอย่างไรให้คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกแล้วเกิดความต้องการออมอย่างต่อเนื่อง เพราะจากยอดสมาชิก 5.24 แสนราย พบว่าเป็นเกษตกร 54.80% รองลงมาไม่ประกอบอาชีพ 19.30% และอาชีพค้าขาย 10.90% ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะไม่ออมอย่างต่อเนื่อง เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอเป็นพวกหาเช้ากินค่ำ
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15-30 ปี มีสัดส่วนการออมเพียง 5.30% และเมื่อดูข้อมูลจากกลุ่มอาชีพพบว่า กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา มีสัดส่วนการออมเพียง 1.90% เท่านั้น ถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายของการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ และอีกปัญหาสำคัญที่ กอช.จะต้องเจอคือ เมื่อกลุ่มนักเรียก นักศึกษา ที่พอเข้าสู่วัยทำงานมีระบบประกันสังคมเข้ามารองรับ คนเหล่านี้อาจจะหยุดการออมกับ กอช.ได้
จะเห็นว่าพอเข้าสู่ปี 2560 กอช.เริ่มทำงานเชิงรุก เซ็นสัญญากับ 4 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเป็นช่องทางการสมัครสมาชิกและส่งเงินสะสมให้ กอช. รวมทั้งสิ้นกว่า 3,500 สาขา และหาพันธมิตรใหม่ๆ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด 10 จังหวัด จัดโครงการ "ผู้ว่าฯ ชวนออม" การทำโครงการส่งเสริมการออมสมาชิกเครดิตยูเนี่ยน กับ กอช. เพื่อ ขยายฐานสมาชิกสู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และเตรียมทำข้อตกลงกับกองทุนหมู่บ้านที่มีสมาชิกกว่า 13 ล้านรายทั่วประเทศ ในการสนับสนุนให้สมาชิกได้เข้าสู่ระบบ กอช.
สมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ เชื่อว่าในปี 2560 กอช.จะขยายจำนวนสมาชิกได้ 1 ล้านราย เป็นผลมาจากการหาพันธมิตรใหม่อย่างกองทุนหมู่บ้านและเครดิตยูเนี่ยน
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ กอช. เห็นชอบแนวคิดเรื่องการเพิ่มเงินสมทบเป็นตัวเลขเดียวคือ 2,500 บาท/ปี เท่ากันหมดทุกกลุ่มเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนอยากออม และแก้ปัญหาการจ่ายเงินสมทบที่ยากต่อการทำความเข้าใจ
ภาพรวมของการใช้งบประมาณ กรณีที่เพิ่มเงินสมทบเป็น 2,500 บาท/ปี ถ้าคิดจากฐานสมาชิกที่ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 ล้านราย เท่ากับรัฐต้องจ่ายเงินสมทบเป็นปีละ 2,500 ล้านบาท เทียบจากปี 2559 รัฐจ่ายเงินสมทบราว 600-700 ล้านบาท แต่ยังคงเรื่องสัดส่วนการสมทบจากภาครัฐตามสัดส่วนอายุไว้
รวมทั้ง เห็นชอบเรื่องการแก้เพดานการออมจากไม่เกินปี 1.32 หมื่นบาท เพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท เพื่อเร่งให้คนรวยก่อนแก่ โดย กอช.จะต้องนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอกระทรวงการคลังให้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
อย่างไรก็ดี แม้ กอช.จะเสนอแก้เงินสมทบเป็น 2,500 บาท และขยายเพดานการนำส่งเงินไปถึง 3 หมื่นบาท รวมถึงขยายพันธมิตรใหม่ๆ ก็เชื่อว่าการหาสมาชิกของ กอช.ให้ได้ตามเป้าหมาย 1 ล้านราย ไม่เรื่องง่ายๆ เพราะ กอช.ยังมีจุดอ่อนอีกหลายเรื่อง
ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องหาทางที่จะทำอย่างไรให้คนที่เป็นสมาชิกแล้วออมต่อเนื่อง เพื่อให้ กอช.บรรลุเป้าหมายการช่วยให้คนไทยมีเงินออมไว้ใช้ยามชรา นี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับ กอช. และกระทรวงการคลังที่จะต้องหาทางปรับแก้ร่วมกันในการทำนโยบายนี้ต่อไป







