
สรรพากรเร่งผู้ประกอบการ ทำบัญชีเดียว
ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า อยากให้ผู้ประกอบการที่จดแจ้งเสียภาษีกับกรมสรรพากร ทั้งหมด 4.65 แสนราย ให้รู้ถึงสิทธิและจะต้องทำบัญชีให้ถูกต้องและครบถ้วน และได้เน้นย้ำว่าจะต้องทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของกิจการ แต่จากการที่วิเคราะห์ลงไปในกลุ่มธุรกิจ จะพบว่า บางกลุ่มธุรกิจยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จึงอยากเน้นย้ำเพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการจดแจ้ง และจะไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังขณะเดียวกันกรมสรรพากรได้เตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่ทำบัญชีเดียวให้รับดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.6 ล้านราย มีการทำบัญชีเดียว 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลืออีก 2 ใน 3 คิดเป็น 60% ที่ยังมีหลายบัญชี ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผู้ประกอบการอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า วันที่ 1 ม.ค. 2562 ธนาคารจำเป็นจะต้องพิจารณาสินเชื่อ โดยดูจากงบที่ยื่นกับกรมสรรพากร และกรมสรรพากรจะมีการปรับภายในเรื่องการบริการผู้เสียภาษี คือ ส่วนกำกับดูแลผู้เสียภาษีจะเปลี่ยนเป็นแนะนำและตรวจสอบภาษีอากรโดยเข้าไปให้ความรู้กับผู้ประกอบการให้เห็นว่าอะไรบ้างที่มีความเสี่ยงที่ต้องปรับปรุงให้ถูกต้องที่ผ่านมากรมสรรพากรได
ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า อยากให้ผู้ประกอบการที่จดแจ้งเสียภาษีกับกรมสรรพากร ทั้งหมด 4.65 แสนราย ให้รู้ถึงสิทธิและจะต้องทำบัญชีให้ถูกต้องและครบถ้วน และได้เน้นย้ำว่าจะต้องทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของกิจการ แต่จากการที่วิเคราะห์ลงไปในกลุ่มธุรกิจ จะพบว่า บางกลุ่มธุรกิจยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จึงอยากเน้นย้ำเพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการจดแจ้ง และจะไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง
ขณะเดียวกันกรมสรรพากรได้เตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่ทำบัญชีเดียวให้รับดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.6 ล้านราย มีการทำบัญชีเดียว 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลืออีก 2 ใน 3 คิดเป็น 60% ที่ยังมีหลายบัญชี ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผู้ประกอบการ
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า วันที่ 1 ม.ค. 2562 ธนาคารจำเป็นจะต้องพิจารณาสินเชื่อ โดยดูจากงบที่ยื่นกับกรมสรรพากร และกรมสรรพากรจะมีการปรับภายในเรื่องการบริการผู้เสียภาษี คือ ส่วนกำกับดูแลผู้เสียภาษีจะเปลี่ยนเป็นแนะนำและตรวจสอบภาษีอากรโดยเข้าไปให้ความรู้กับผู้ประกอบการให้เห็นว่าอะไรบ้างที่มีความเสี่ยงที่ต้องปรับปรุงให้ถูกต้อง
ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี โดยให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว โดยการดำเนินการในช่วง 1 ปี ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
นอกจากนี้ ปัจจุบันการตรวจสอบของกรมสรรพากรได้ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบไอทีเข้ามาตรวจสอบการเสียภาษี หากพบว่ามีการเสียภาษีไม่ถูกต้องระบบก็จะแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบให้มีการเสียภาษีให้ถูกต้องต่อไป
สำหรับการขอคืนภาษีบุคคลธรรมดาของรายได้ที่เกิดในปี 2559 คาดว่าจะสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าปีที่ผ่านมา 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีหลายอย่าง เช่น ภาษีช็อปช่วยชาติ ภาษีเที่ยวทั่วไทย ปัจจุบันมีผู้ยื่นภาษีมาแล้ว 3 ล้านราย มีผู้ขอคืนภาษี 1.7 ล้านราย มีการคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ไปแล้ว 7 แสนราย และคืนภาษีโดยการออกเช็ค 7 หมื่นราย และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบขอเอกสารเพิ่มเติมอีก 5 แสนราย โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา คิดเป็นการยื่นทางอินเทอร์เน็ต 90% และยื่นเป็นกระดาษอีก 10%
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรมสรรพากรพร้อมรับไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการคืนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการคืนภาษี และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเงินสดของประเทศในภาพรวมอีกด้วย ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สนับสนุนการดำเนินการของกรมสรรพากรอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
ด้าน กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ กล่าวว่า กรมสรรพากรจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อมาตรวจจับกระบวนการเสียภาษีของผู้ประกอบการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ หากใครไม่มีรายการผิดปกติก็จะคืนภาษีให้เลย เป็นเรื่องดี แต่โปรแกรมควรจะให้หน่วยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทำ คนที่เขียนโปรแกรมไม่ควรจะเป็นคนของสรรพากร เพื่อไม่ให้มีปัญหาในทางปฏิบัติ
“การใช้โปรแกรมตรวจภาษีไม่สามารถจะตรวจสอบแก๊งโกงภาษีได้ หากมีการโกงเกิดขึ้น เครื่องก็จับไม่ได้ เรื่องนี้ก็ควรจะต้องระวัง” กิติพงศ์ กล่าว







