
มินต์ กับ กิมจิ (ต่อ)
หลังจากที่บริษัทถูกโจรกรรมในเวลากลางคืนโดยมีคนในรู้เห็นเป็นใจด้วย แม้ว่าจะได้สินค้าอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์
โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
หลังจากที่บริษัทถูกโจรกรรมในเวลากลางคืนโดยมีคนในรู้เห็นเป็นใจด้วย แม้ว่าจะได้สินค้าอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์มูลค่าตลาดราว 15 ล้านบาท กลับคืนมาครบก็ตาม แต่ “ประธาน ปัก เช ฮยอน” ที่บริษัทแม่จากเกาหลีส่งมา ก็ยังไม่ไว้วางใจ...
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เวลานั้นโจรตามใบสั่งจากตลาดมืดรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมทำกันเป็นทีม การมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทำให้พื้นที่รอบๆ นิคมฯ กลายเป็นแหล่งชุมนุมคนร้อยพ่อพันแม่ หอพัก ร้านอาหารคาราโอเกะ ผับบาร์ เกิดขึ้นรองรับคนงานหลายหมื่นคนที่เข้า-ออกทำงานทุกๆ วันในนิคมฯ แน่นอนว่าอบายมุขและยาเสพติดก็เข้ามาแอบแฝงอยู่ในที่ต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพไม่สุจริตด้วย...เป้าหมายสำคัญของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ คือ ต้องตีสนิทกับคนในบริษัท เพื่อให้ลักลอบนำของออกไปขาย หรือไม่ก็ส่งสายเข้ามาเป็นพนักงานเพื่อรอโอกาส
“ปริศนาคนในว่าใครเป็นสายให้โจรยังแก้ไม่ตก” หลังจากเกิดเรื่องพวกเราได้จับตามองคนที่น่าสงสัย 3-4 คน โดยเฉพาะหัวหน้างานที่เดินตรวจประตูก่อนปิดโรงงาน ภายหลังพบว่าเป็นคนสั่งให้รีบทำความ
ะอาดพื้นที่โจรกรรมทำลายหลักฐานก่อนที่ตำรวจจะมาถึงด้วย...ผ่านไปหลายเดือนก็ยังอยู่กันครบ ไม่ได้ลาออกไปตามที่คาด ทุกคนทำหน้าตาซื่อๆ จะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่แน่ชัด ครั้นจะให้ออกไปก็เกรงจะไม่เป็นธรรม จึงเป็นความกังวลลึกๆ เสมอว่า ใครคนนั้นยังคงลอยนวลอยู่ในบริษัท ซึ่งทำได้แต่เพียงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น แล้วเช้าวันหนึ่งขณะที่เดินตรวจรอบโรงงานด้วยกัน ประธานปักก็พูดขึ้นมาว่า “เราเลี้ยงหมากันดีไหม”
การเลี้ยงสุนัขในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เกาหลีค่อนข้างจะเป็นเรื่องไม่ปกติ เนื่องจากปัญหาการดูแลและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งมูลสัตว์ทั้งกลิ่น ซึ่งลูกค้าไม่ควรเห็น โรงงานของเราต้องสะอาดจึงเป็นระบบปิดที่ป้องกันฝุ่นโดยใช้ระบบปรับอากาศสร้างแรงดันลมในอาคารให้แรงกว่าอากาศธรรมชาติภายนอก ลมจากในอาคารจึงพัดออกนอกอาคารเสมอ เป็นการป้องกันไม่ให้ฝุ่นจากภายนอกไหลเข้าไปในอาคาร หากมีขนสัตว์แม้แต่เส้นเดียวติดตัวคนเข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ลูกค้ายอมรับไม่ได้ ที่โรงงานบริษัทแม่ในเกาหลีเองก็ห้ามเลี้ยงสัตว์
แต่ประธานปักคงจะมีความฝันเล็กๆ อย่างหนึ่ง ขณะที่ท่านพูดเรื่องการเลี้ยงสุนัข ดวงตาท่านมีแววสนุก...การเลี้ยงสุนัขตัวโตในบ้านแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนเกาหลีกว่าครึ่งประเทศที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ในเกาหลีสุนัขพันธุ์เล็กจึงเป็นตัวทำตลาดมากกว่า...ประธานปักเกิดในครอบครัวชาวนาในจังหวัดคยองซังเหนือ ก่อนที่จะย้ายมาทำงานในกรุงโซลที่มีพื้นที่อาศัยจำกัดหลังเรียนจบ ท่านเป็นเด็กที่เกิดรุ่นแรกๆ หลังสงครามเกาหลีจึงค่อนข้างจะลำบาก “เชกา” ได้เคยพบคุณแม่ของท่านเป็นคุณย่าจากบ้านนอกใจดีมีเมตตา ที่บ้านนอกของท่านมีนาและที่เลี้ยงสัตว์...ประธานปักคงคิดถึงช่วงเวลานั้น...
ดังนั้น “เชกา” จึงได้ตระเวนไปตามฟาร์มเลี้ยงสุนัขจนพบกับ “มินต์” สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดเพศเมีย รูปร่างไม่สูงใหญ่ อายุ 1 ขวบครึ่ง แม้มีเพ็ดดีกรีแต่ก็ยังไม่มีคนซื้อไป อายุขนาดนี้ยังไม่ออกจากฟาร์ม ในขณะที่พี่น้องร่วมครอกไปหมดแล้ว แสดงว่าคงมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เจ้าของบอกว่า ไม่นานมานี้เคยมีคนแถวๆ ฟาร์มซื้อไปเลี้ยง แต่มันก็หนีกลับมาที่ฟาร์มอีกทำให้ไม่ได้ขาย...ทว่าคงเป็น บุพเพอาละวาด จึงทำให้มันรออยู่จนเชกามารับมัน เจ้ามินต์มันแสดงความฉลาดแสนรู้มาก พอเห็นหน้าก็วิ่งเข้ามาคลอเคลียเล่นด้วยราวกับจะบอกว่า “ช่วยซื้อหนูไปที” อาจพูดได้ว่าเจ้ามินต์มันเลือกเชกา ไม่ใช่เชกาเลือกมัน
เรายังต้องการสุนัขเพศผู้อีกตัวที่มาเลี้ยงคู่กัน พอดีที่ฟาร์มมีลูกสุนัขครอกหนึ่งที่อายุเพิ่ง 3 เดือน พ่อเป็นแชมป์เสียด้วย เชกาก็ได้เลือกลูกสุนัขกะโปโลอีกตัวที่ยังเด็กไม่ประสา แต่ฝากฟาร์มเลี้ยงไว้ก่อนจนอายุครบ 5 เดือนค่อยมารับไป...
ส่วนมินต์ ในเมื่อมีใบรับรองการฉีดยาครบถ้วน บ่ายวันนั้น เชกาจึงให้คนขับรถปิกอัพไปพามันกลับมาโรงงาน จะให้มันนั่งกระบะหลังเพียงตัวเดียวก็สงสาร ก็เลยปีนกระบะหลังไปนั่งกับมันด้วย ปรากฏว่ามันมานั่งข้างๆ เอาหัวมาวางบนตักเหมือนกับจะฝากเนื้อฝากตัว น้ำลายไหลย้อยเปียกไปหมด เมื่อมาถึงโรงงาน ทั้งประธาน ลุงคิมผู้จัดการเกาหลี และสมาชิกทีมฝ่ายช่างซ่อมบำรุงหลายคนออกมาดูเจ้ามินต์...แต่แล้วผู้จัดการโรงงานชาวเกาหลีสูงวัยเปรยขึ้นมาว่า “น่ากิน”...(ชะเอ้ยยยย !!)...
เป็นความจริงที่ว่า เนื้อสุนัขถือเป็นอาหารบำรุงกำลังในเมนูพิสดารของเกาหลีมานานแสนนาน แต่ปัจจุบันเหลือคนบริโภคน้อยมาก รัฐบาลเกาหลีรณรงค์ให้เลิกบริโภคมาหลายสิบปีแล้ว ผู้จัดการโรงงานเป็นคนรุ่นก่อนๆ ที่เคยลองเมนูนี้คงติดใจ ถึงขนาดที่วันหนึ่งมาเปรยๆ ให้เชกาฟังว่า...เมืองไทยนี่ สุนัขถูกรถชนตายข้างถนนบ่อยๆ อยากจะลงรถไปเก็บไปทำแกงบำรุงกำลังซะเหลือเกิน !!!
เมื่อเห็นพวกเราหน้าเสียไปตามๆ กัน ประธานปักจึงหัวเราะแล้วบอกว่า ลุงคิมผู้จัดการโรงงานแกพูดเล่นพลางหันไปสำทับลุงคิมว่า “อยู่เมืองไทยห้ามกินเด็ดขาด”...เราจึงมอบมินต์ไว้ให้ฝ่ายช่างซ่อมบำรุงดูแล สมาชิกฝ่ายช่างต่างตื่นเต้นดีใจที่จะได้เลี้ยงเจ้ามินต์...ภาพที่เชกายังจำติดตาได้จนถึงวันนี้แม้เวลาผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว คือ เมื่อเชกาเดินกลับไปสำนักงาน เจ้ามินต์ที่ยืนมองหลังเชกาอยู่กับพวกช่าง ได้เห่าดังโฮ่งขึ้นมาครั้งหนึ่ง ตามด้วยเสียงหอนเหมือนกับจะร้องเรียกว่า... “แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูไป”







