posttoday
ไทยสร้างทางสู่อนาคต

ไทยสร้างทางสู่อนาคต

02 มีนาคม 2560

แอนดี้ มุกขจี คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก แกดฟลาย เปิดเผยว่า แม้อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยจะเผชิญกับปัจจัยลบหลังการปรับเปลี่ยนภายในการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ส่งผลชะลอโครงการก่อสร้างมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.4 หมื่นล้านบาท) ที่ล่าช้ากว่ากำหนดอยู่แล้ว ประกอบกับราคาเหล็กที่ปรับตัวขึ้นในตลาดนับเป็นปัจจัยลบต่ออุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับยังมีเหตุผลให้มองในด้านบวกได้อยู่ เนื่องจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงการอดทนไม่ไหวต่อความล่าช้าดังกล่าว มุกขจี ระบุว่า การพัฒนาการขนส่งมวลชนนับเป็นวาระสำคัญอันดับหนึ่งของไทย และคาดจะมีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 1.7 ล้านล้านบาท) โดยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) คาดจะสามารถระดมทุนจากสาธารณชนได้มากถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งจะมุ่งพัฒนาทางด่วนในด้านของทางรถไฟไทยแม้จะแบกรับหนี้อยู่มหาศาล แต่มอร์แกนสแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังจากสหรัฐ ก็คาดการณ์ว่าการพัฒนาทางรถไฟไทยจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐบาลไทยในโครงสร้างพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น 47% ระหว่างปี 2017-202

แอนดี้ มุกขจี คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก แกดฟลาย เปิดเผยว่า แม้อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยจะเผชิญกับปัจจัยลบหลังการปรับเปลี่ยนภายในการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
ส่งผลชะลอโครงการก่อสร้างมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.4 หมื่นล้านบาท) ที่ล่าช้ากว่ากำหนดอยู่แล้ว ประกอบกับราคาเหล็กที่ปรับตัวขึ้นในตลาดนับเป็นปัจจัยลบต่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหว

ดังกล่าวนับยังมีเหตุผลให้มองในด้านบวกได้อยู่ เนื่องจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงการอดทนไม่ไหวต่อความล่าช้าดังกล่าว

มุกขจี ระบุว่า การพัฒนาการขนส่งมวลชนนับเป็นวาระสำคัญอันดับหนึ่งของไทย และคาดจะมีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 1.7 ล้านล้านบาท) โดยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) คาดจะสามารถระดมทุนจากสาธารณชนได้มากถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งจะมุ่งพัฒนาทางด่วน

ในด้านของทางรถไฟไทยแม้จะแบกรับหนี้อยู่มหาศาล แต่มอร์แกนสแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังจากสหรัฐ ก็คาดการณ์ว่าการพัฒนาทางรถไฟไทยจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐบาลไทยในโครงสร้างพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น 47% ระหว่างปี 2017-2021 เมื่อเทียบกับเมื่อช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ที่เพิ่มขึ้นเพียง 18%

ขณะเดียวกันโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกือบ 470 โครงการที่กำลังประมูลกันอยู่ จะช่วยเหลือเอกชนภาคส่วนการก่อสร้าง ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะต้องประเมินนอกเหนือจากราคาในปัจจุบันของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

นอกจากผลประโยชน์ต่อภาคเอกชนแล้ว เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยมอร์แกนสแตนเลย์ประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับขึ้นนี้จะช่วยเพิ่มการบริโภคต่อเศรษฐกิจไทยปีละมากกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2021

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของการบริโภคจะช่วยให้รายได้ของภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ โดยมุกขจี ระบุทิ้งท้ายไว้ว่า ในกรณีที่สหรัฐใช้ภาษี Border Adjustment Tax หรือ BAT ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐปรับตัวลดลงนั้น ปัจจัยบวกดังกล่าวจะช่วยเป็นฉนวนปกป้องนักลงทุนได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI