
ถอนคำสั่งปล่อยรถเอ็นจีวี
กรมศุลฯ เดินหน้าสั่งคดีรถเมล์เอ็นจีวีสำแดงเท็จเลี่ยงภาษี หลังศาลถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
กรมศุลฯ เดินหน้าสั่งคดีรถเมล์เอ็นจีวีสำแดงเท็จเลี่ยงภาษี หลังศาลถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลพัทยาได้มีคำสั่งยกการคุ้มครองการนำรถเมล์เอ็นจีวีที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า นำเข้าและสำแดงเป็นเท็จ โดยให้นำรถออกได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ 2 เท่า หลังจากที่เมื่อวัน 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีคำสั่งคุ้มครองแก่บริษัท
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ยื่นคัดค้าน และศาลได้พิจารณาและยกเลิกคำสั่งการคุ้มครองดังกล่าว ดังนั้นบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ไม่สามารถนำรถที่ถูกกักอยู่ออกไปได้ แต่จะต้องจ่ายภาษีและค่าปรับ 2 เท่าก่อน
ด้าน นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ยังไม่ได้ขอดำเนินการนำรถเมล์เอ็นจีวีที่สำแดงเท็จออกจากท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งการนำออกจะต้องวางประกันภาษีและค่าปรับ 2 เท่า ให้ครบถ้วน
นายชัยยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมศุลกากรได้สั่งคดีนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีล็อตแรก จำนวน 1 คัน ที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า เป็นผู้นำเข้า มีความผิดสำแดงเท็จเลี่ยงภาษี และจะทยอยสั่งคดีให้ครบทั้งหมด 489 คัน เพราะกรมศุลกากรมีหลักฐานชัดเจนว่ารถทั้งหมดมีการสำแดงเท็จไม่ได้มีถิ่นกำเนิดจากมาเลเซียตามที่ผู้นำเข้าสำแดง แต่เป็นรถสำเร็จรูปที่ขนออกมาจากประเทศจีนไปพักไว้ที่ประเทศมาเลเซียและส่งมาที่ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ได้ตอบกลับมาว่าได้นำเข้าถูกต้อง ซึ่งเท่ากับว่าไม่ยอมความในชั้นการพิจารณาศุลกากร ทางกรมศุลกากรจะรอสั่งคดีรถทั้งหมด และส่งฟ้องศาล หากศาลเห็นว่าผู้นำเข้ามีความผิดจะต้องเสียค่าปรับ 4 เท่าของราคาสินค้ารวมอากร ซึ่งรถเมล์เอ็นจีวีเสียภาษีนำเข้า 40% หรือ 1.24 ล้านบาท หากรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ค่าอากรภาษีจะอยู่ที่คันละ 1.45 ล้านบาท
นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า คำสั่งของศาลทั้งสองกรณีจะเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นการไต่สวนฉุกเฉิน อย่างไรก็ดีตามกฎหมายยังไม่ตัดสิทธิที่บริษัทจะเสนอคำขอคุ้มครองชั่วคราว ตามมาตรา 254 ใหม่ได้ เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ลักษณะการไต่สวนฉุกเฉินพยานฝ่ายเดียว แต่ต้องมีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้นและไม่เร่งด่วน







