
รัฐอัดฉีดงบเพิ่มเติม ลดว่างงานฐานราก
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
อัตราว่างงานของประชากรวัยทำงานของไทยกลับมาขยับสูงขึ้นไปแตะ 1.2% ของประชากรวัยแรงงานอีกครั้ง หลังจากที่เคยไปอยู่ที่ 1.2% ในเดือน พ.ค. และเดือน ต.ค. 2559 จากนั้นอัตราว่างงานก็ทยอยลดลงเป็นลำดับ และเคลื่อนไหวอยู่ที่ 0.9% เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีอัตราว่างงานเพียง 0.9% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการว่างงานที่สูงขึ้นกว่าปกติดังกล่าว ยังคงเป็นการว่างงานตามฤดูกาล ขณะที่รัฐบาลได้จัดทำงบกลางปีเพิ่มเติมเพื่อจัดทำเป็นงบกลุ่มจังหวัดและกองทุนหมู่บ้านที่เป็นงบสำหรับสร้างงานในชนบท น่าจะรองรับเกษตรกรที่ว่างงานตามฤดูกาลได้ระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ ผู้ว่างงานในเดือน ม.ค. 2560 มีจำนวน 4.49 แสนคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.02 แสนคน โดยภาคอีสานมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุดจำนวน 4.7 หมื่นคน รองลงมาคือภาคกลางเพิ่มขึ้น 2.8 หมื่นคน ขณะที่ภาคใต้เพิ่มขึ้น 2 หมื่นคน และภาคเหนือเพิ่มขึ้น 4.7 หมื่นคน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้ว่างงานลดลง 1,000 คน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอัตราว่างงานเป็นรายภาค พบว่า ภาคใต้มีอตราว่างงานสูงสุด 1.7% เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีสัดส่วน 1.3% รองลงมาภาคอีสาน 1.3% เพิ่มจาก 0.8% ในช่วงเดียวกันปีก่อน ภาคกลาง 1.2% ภาคเหนือ 1.1% ขณะที่กรุงเทพมหานครมีอัตราว่างงานเพียง 0.7%
นอกจากอัตราว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ชั่วโมงทำงานของผู้ทำงาน 35 ชั่วโมงขึ้นไป/สัปดาห์ ซึ่งถือว่ามีการทำงานเต็มที่ในเรื่องชั่วโมงทำงาน ยังลดลงจาก 23.02 ล้านคนในเดือน ม.ค. 2559 มาอยู่ที่ 22.57 ล้านคนในเดือน ม.ค. 2560 ขณะที่ผู้มีงานทำ 1-34 ชั่วโมง ก็ลดลงจาก 13.82 ล้านคน เหลือ 13.57 ล้านคน และผู้ไม่มีชั่วโมงทำงาน (0) เพิ่มจาก 1.07 ล้านคน เป็น 1.07 ล้านคน
ด้าน ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย การพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่า แม้อัตราว่างงานในเดือน ม.ค.จะขยับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเป็นการว่างงานตามฤดูกาล ที่ในไตรมาสแรกของทุกปีจะมีจำนวนการว่างงานสูง เนื่องจากพ้นฤดูเก็บเกี่ยวพืชผล โดยเฉพาะข้าว จะมีแรงงานภาคเกษตรที่ว่างงานประมาณ 1.5-2 ล้านคนทุกปี นอกจากนี้ยังมีกรณีภัยแล้งในภาคอีสาน และน้ำท่วมภาคใต้ ทำให้ทำการเกษตรไม่ได้เหมือนปกติ
อย่างไรก็ตาม ที่ผานมาปกติแรงงานภาคเกษตรเหล่านี้จะมีทำงานระหว่างฤดูกาล เช่น รับจ้าง หรือหารายได้จากแหล่งอื่น แต่ระยะหลังมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานเหล่านี้ไปหมดแล้ว ทำให้แรงงานภาคเกษตรของไทยที่ว่างงานไม่สามารถหารายได้จากแหล่งงานเดิมๆ ได้
โดยตัวเลขการว่างงานจะสูงไปตลอดไตรมาสแรกปีนี้ตามฤดูกาล จากนั้นจะคลี่คลายลง เหมือนปี 2559 ที่ผ่านมา ที่ค่อยๆ ทยอยลดลงจนมาอยู่ในระดับ 0.9% เป็นส่วนใหญ่
ยงยุทธ ระบุด้วยว่า นอกจากการทำงานระหว่างฤดูกาล ที่ถูกแรงงานจากที่อื่นทำไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีประเด็นภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถดูดซับแรงงานว่างงานตามฤดูกาลเหล่านี้อีกด้วย
ทั้งนี้ ในประเด็นเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่เต็มที่นั้น รัฐบาลได้พยายามหามาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทุกด้าน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ขยายตัวให้ได้เต็มศักยภาพ 4% ซึ่งนอกจากการเร่งการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มความสามารถแล้ว ยังตั้งเป้าการส่งออกที่ท้าทายสำหรับประเทศ จากเดิมคาดว่าขยายตัว 3% ก็เร่งขึ้นเป็น 5%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินอย่างศูนย์วิจัยกสิกรไทย และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรืออีไอซี ก็ยังคงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 3.3% หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2559 ขยายตัว 3% ส่งผลให้จีดีพีปี 2559 ขยายตัว 3.2%
การคงประมาณการดังกล่าว เพราะแม้การส่งออกน่าจะฟื้นตัวขึ้น แต่การค้าโลกก็ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงหลายด้านและเป็นแรงกระแทกกลับมาที่การส่งออกของไทย โดยเฉพาะนโยบายการค้าระหว่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ เศรษฐกิจจีนที่ยังคงชะลอตัวและยังมีผลผลิตส่วนเกินจำนวนมากออกสู่ตลาดโลก รวมไปถึงความไม่แน่นอนของการเมืองในยุโรป ทั้งการออกจากตลาดอียูของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิต) และการเมืองในยุโรป
แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ยังรอประเมินผลการเบิกจ่ายจากงบกลางปี 2560 มูลค่า 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งหากการเบิกจ่ายเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เศรษฐกิจไทยอาจจะสามารถเติบโตได้ใกล้เคียงกรอบบนของการประมาณการ (ช่วงประมาณการ 3.0-3.6%) แต่ยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ
เช่นเดียวกับอีไอซี ที่เห็นปัจจัยบวกใหม่อย่างงบกลางปีมูลค่า 1.9 แสนล้านบาท ที่จะกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.4 แสนล้านบาท หรือราว 1.3% ของจีดีพี ผ่านการลงทุนในโครงการขนาดเล็กในต่างจังหวัดทั่วประเทศ อีไอซีมองว่าการเพิ่มเข้ามาของงบกลางฯ ซึ่งคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยผลักดันอัตราการเติบโตให้สูงกว่าที่คาดได้
ที่สำคัญ แม้เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวไม่ได้เต็มศักยภาพ 4% อย่างที่หลายฝ่ายคาด แต่งบเพิ่มเติมดังกล่าวที่เน้นการกระจายเม็ดเงินผ่านงบลงทุนกลุ่มจังหวัดและกองทุนหมู่บ้าน จะช่วยให้เกิดการจ้างงานภาคเกษตร ที่ว่างงานตามฤดูกาล เนื่องจากพ้นฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อรอฤดูกาลเพาะปลูกรอบต่อไป
หากรัฐบาลสามารถวางโครงการและจัดสรรงบเพิ่มเติมดังกล่าวให้ถูกจังหวะ ถูกเวลา ไม่ล่าช้าจนเกษตรกรเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ งบดังกล่าวก็จะช่วยอุดช่องว่างการมีงานทำของภาคเกษตร ลดอัตราการว่างงานตามฤดูกาลไม่ให้พุ่งสูงได้ นอกเหนือจากการช่วยให้ฐานรากมีรายได้ในการจับใช้จ่ายสอย สร้างเงินหมุนเวียน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลอีกด้วย







