posttoday
เก็บภาษีสกัดเงินร้อน ป่วนค่าบาท

เก็บภาษีสกัดเงินร้อน ป่วนค่าบาท

06 กันยายน 2553

ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2553 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ก็ฟุบลงอย่างไม่เป็นท่าจากวิกฤตซับไพรม์

ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2553 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ก็ฟุบลงอย่างไม่เป็นท่าจากวิกฤตซับไพรม์

โดย.......ทีมข่าวการเงิน

 

เก็บภาษีสกัดเงินร้อน ป่วนค่าบาท

เมื่อไม่มีที่จะลงทุน เงินจึงไหลบ่าเข้ามาในประเทศแถบเอเชียอย่างกับพายุเฮอริเคน เพราะไม่ได้เข้ามาแค่ไทยประเทศเดียว แต่ไหลเข้ามาทั้งภูมิภาค

ปรากฏการณ์นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ได้ตั้งหน้าตั้งตาติดตามดูผลกระทบอย่างใกล้ชิด แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทนไม่ไหว เรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจชุดเล็ก เฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับค่าเงิน เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามว่า ธปท.และกระทรวงการคลัง มีนโยบายจะรับมือกับเงินร้อนที่ไหลเข้ามาทำให้เศรษฐกิจเริ่มมีปัญหาอย่างไรบ้าง เพราะคาดว่าอีกไม่นานค่าเงินบาทจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

จะไม่ให้นายกฯ ตกใจได้อย่างไร ก็เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าในเดือน ส.ค. เดือนเดียว 3% แต่หากนับจากต้นปีมาเงินบาทแข็งค่าแล้ว 6%

เสียงบ่นจากผู้ส่งออกยังไม่ดังจนน่าตกใจ เพราะยังมีออร์เดอร์เก่าค้างอยู่อีกส่วนหนึ่ง แต่หากอีก 3 เดือนข้างหน้าออร์เดอร์ใหม่เข้าแล้วเจอค่าเงินบาทแข็งโป๊กเช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์ที่เคยดีอกดีใจกับตัวเลขส่งออกที่สูงทะลุฟ้าก็จะเปลี่ยนจากหัวเราะเป็นร้องไห้

รัฐบาลไม่รังเกียจเงินทุนไหลเข้า หากเข้ามาลงทุนทางตรง สร้างโรงงานก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจระยะยาว แต่เงินที่ไหลเข้ามานี่เป็นเงินร้อน คือเงินทุนระยะสั้น เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และก็จะขนเงินออกเมื่อได้กำไรอัตราแลกเปลี่ยนด้วย แบบกำไรสองเด้ง

แต่การประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม เพราะเรื่องค่าเงินนี้ถือเป็นเรื่องลับสุดยอดจะทำอะไรต้องเป็นความลับไม่ให้รั่วไหล เพราะมีทั้งคนได้และคนเสียจากนโยบายนี้

ที่แน่ๆ คนที่ได้รับประโยชน์จากค่าเงินแข็งค่าก็คือผู้ส่งออก ถ้าดูจากมูลค่าส่งออกล่าสุดในเดือน ก.ค. ที่ 15,475 ล้านเหรียญสหรัฐ หากคิดอัตราแลกเปลี่ยน 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกจะมีรายได้ถึง 495,200 ล้านบาท สะท้อนความร่ำรวย การทำมาหาได้มหาศาล บ่งบอกว่าประเทศมีกำลังซื้อมากขึ้น จากเงินที่เพิ่มขึ้น

ถ้าผู้ประกอบการรายได้ดี เงินเหล่านี้ก็มีโอกาสผันไปเป็นค่าจ้างแรงงานที่ดีขึ้น ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอทีที่มากขึ้นของแรงงานด้วย หรือขยายกำลังการผลิตที่มากขึ้น ฯลฯ ช่วยให้การจับจ่ายใช้สอย การบริโภคในประเทศดีขึ้น

แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ จากที่เคยอยู่ที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ รายได้ส่งออกก็จะลดลง 30,950 ล้านบาท เหลือ 464,250 ล้านบาท หรือถ้าแข็งค่าไปถึง 29 บาท/เหรียญสหรัฐ รายได้ส่งออกจะลดลงถึง 46,425 ล้านบาท เหลือ 448,775 ล้านบาท พร้อมกันนี้อาจกระทบถึงการบริโภค การจ้างงานในประเทศด้วย และอาจจะมีผลต่อการชะลอตัวของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ด้วย เพราะส่งออกมีสัดส่วนถึง 70-80% ของจีดีพี ฉะนั้นความหวังที่รัฐบาลอยากเห็นจีดีพีทั้งปีโต 6-7% มีสิทธิพลาดเป้า

ในด้านผู้ประกอบการนำเข้า เงินบาทยิ่งแข็งค่าก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้น และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเช่นกัน เพราะทำให้สินค้านำเข้า ราคาน้ำมันราคาถูกลง ประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์กันถ้วนทั่ว แต่อย่างไรก็ตามเงินบาทแข็งค่าไม่ได้มีผลให้ราคาสินค้านำเข้าประเภทแบรนด์เนม หรือสินค้าฟุ่มเฟือยถูกลงแต่อย่างใด ธุรกิจขายสินค้าแบรนด์เนมยังกำไรอื้อซ่าส์...

ขณะเดียวกันก็ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งนำมาผลิตเพื่อส่งออกมีต้นทุนที่ถูกลงด้วย จุดนี้ทำให้ผู้ส่งออกกว่า 50% ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบได้ประโยชน์ด้วย

นอกจากนี้ เงินบาทแข็งค่ายังเป็นโอกาสทองของการปรับปรุงประสิทธิภาพการแข่งขัน เร่งนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์มาเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ด้วยต้นทุนที่ถูกลงด้วย

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ค่าเงินบาทยังแข็งค่า และมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป ถือเป็นงานหินสำหรับรัฐบาลและธปท.ที่ต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างข้อดีกับข้อเสียที่เกิดขึ้นอันไหนมีมากกว่ากัน คุ้มค่ากว่ากัน

อย่างไรก็ดี นักค้าเงินมองปรากฏการณ์ที่นายกฯ เรียกประชุม ครม.ย่อยเพื่อหารือเรื่องค่าเงินเป็นเรื่องของการส่งสัญญาณปรามนักเก็งกำไรค่าเงิน

แต่เรื่องนี้อาจจะช้าไปหรือไม่ เพราะหากดูปริมาณเงินไหลเข้ามาจริงๆ ช่วงนี้เริ่มชะลอตัวลงแล้ว แต่เงินไหลออกจากตลาดเงินเข้าไปในตลาดหุ้น เพราะหุ้นขึ้นยั่วยวนอย่างนี้แมลงเม่าไม่เล่นไม่ได้แล้ว

เมื่อเงินไหลออก ธนาคารพาณิชย์จึงแห่กันขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น โดยทำเป็นแคมเปญพิเศษให้เนียนๆ ด้วยการบอกว่าเป็นดอกเบี้ยพิเศษในโอกาสต่างๆ เพื่อดึงเงินฝากไม่ให้ไหลออกไปสู่ตลาดหุ้น

แต่หลังจากที่นายกฯ เรียกประชุมถกมาตรการรับมือ ตลาดไม่ตอบรับ แถมยังแข็งค่าขึ้นอีกเห็นได้จากตลาดซื้อขายเงินบาท ปิดตลาดหลังผลประชุม ครม.เศรษฐกิจพิเศษระดับ 31.14-31.15 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำท่าจะหลุดกรอบ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ในเร็วนี้เสียด้วยซ้ำ เหมือนจะท้าทายว่ารัฐบาลจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

โดยเฉพาะ รมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช นั้นเป็นโบรกเกอร์เก่า และเคยวิจารณ์สับเละมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าแบบเข้มงวดเกินไปของ ธปท.มาแล้ว และครั้งนี้เมื่อเขามาเป็น รมว.คลัง เสียเอง จะทำอย่างไร

แต่ฟังจากน้ำเสียงของ รมว.คลัง ที่กล่าวว่า “ถามว่าบาทแข็งตอนนี้ กระทบการส่งออกหรือไม่ ผมก็เห็นส่งออกยังโตได้ดี เพราะเกือบครึ่งของผู้ส่งออกมีการนำเข้าวัตถุดิบด้วย ฉะนั้นถึงส่งออกจะเสียโอกาสเงินรายได้ที่ต้องนำเงินเหรียญสหรัฐมาไปแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง แต่ก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลงด้วย ทำให้ถั่วเฉลี่ยหักลบกันได้”

และถ้าฟังจากน้ำเสียงของฝั่ง ธปท. ที่ น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายตลาดการเงิน และบริหารทุนสำรอง ธปท. ระบุว่า

“ธปท.จะมีการออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดการเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือไม่ ต้องพิจารณาจากความจำเป็นของสถานการณ์เป็นหลัก เพราะการเตรียมรับมือกับเงินทุนไหลเข้าที่เกินความต้องการ ธนาคารกลางทุกประเทศต้องมีอยู่แล้ว เช่น ธนาคารกลางประเทศอินโดนีเซีย มีมาตรการกำหนดระยะเวลาการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติ ถ้าออกก่อนเวลาที่กำหนด จะเก็บภาษีเงิน เพราะถือเป็นการเข้ามาเก็งกำไรมากกว่าต้องการลงทุนจริง ซึ่งมาตรการนี้ ธปท.ก็เคยทำมาแล้ว แต่ ธปท.กำหนดเวลาให้เงินทุนอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 3 เดือน แต่ที่พูดไม่ได้หมายความว่าจะออกหรือไม่ออกมาตรการ เพราะต้องดูผลดีผลเสียให้รอบคอบ แต่ถ้าจำเป็นต้องหยิบมาใช้ได้ทันที”

จากการให้ความเห็นทั้งฝั่งกระทรวงการคลังและ ธปท. พอจะชี้ได้ว่า รัฐบาลยังชั่งใจไม่ได้ว่าควรออกมาตรการดีหรือไม่ หรือถ้าจะออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเลือกออกมาตรการอะไร โดยจะอาศัยสถานการณ์เป็นตัวตัดสิน

ทีนี้มาดูว่า เครื่องมือที่ ธปท.มีไว้จัดการเงินร้อนอย่างไรบ้าง ก็มีทางเลือกไม่กี่ทาง ลดปริมาณเงินเหรียญสหรัฐ เพิ่มปริมาณเงินบาทในตลาดอย่างเดียว แต่วิธีนี้เห็นทีจะไม่ไหว เพราะถึงที่สุดธปท.ต้องมีภาระหนี้สินเพิ่ม จากการออกพันธบัตรดูดเงินกลับ เพราะขืนปล่อยให้จำนวนเงินในระบบมีมากไป เงินเฟ้อคงพุ่งกระฉูด สร้างผลกระทบมโหฬารอีกเหมือนกัน

ที่สำคัญ การสู้ค่าเงินแบบนี้ ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ทำให้เห็น เป็นตัวอย่างแล้วว่า สู้ไม่ไหว ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถึงจะทุ้มเงินอัดฉีดเข้าไปมากเท่าไร ค่าเงินเยนก็ยังแข็งค่าอยู่ดี ขนาดแข็งค่าทุกสถิติในรอบ 15 ปีเลยทีเดียว

ฉะนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ธปท.ต้องหาอาวุธหรือ มาตรการอื่นๆ มาเสริม เพื่อรับมือกับเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ ลดการเก็งกำไรเงินบาทจากการแข็งค่าเพิ่มเติมจากวิธีการที่มีอยู่เดิม และหากพิจารณาจากวิธี สำหรับมาตรการอื่นที่ ธปท. จะนำมาใช้ให้พอจะรับมือกับเงินร้อนเหล่านี้มีอีกหลายวิธี อาทิ อัดฉีดเงินบาทเข้าสู่ระบบให้มากๆ เข้าไว้ เพื่อเพิ่มอุปสงค์เงินบาทให้มากกว่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งวิธีนี้ ธปท.ทำอยู่แล้วทุกวัน เพื่อลดความผันผวนของเงินบาท เพียงแต่ระยะหลังๆ ทำน้อยลง ที่สำคัญวิธีนี้สร้างภาระหนี้ให้ประเทศในอนาคตด้วย ดังนั้นจะใช้วิธีนี้ต่อไปหรือไม่ รัฐบาลและ ธปท.คงต้องคิดให้หนัก

บังคับให้ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เช่น อาจจะบังคับให้ทำนานขึ้น จาก 1 เดือน เป็น 3 เดือน เป็นต้น

3.คุมเงินทุนที่เข้ามาระยะสั้น ลักษณะเดียวกับที่ประเทศอินโดนีเซียทำ หรือที่ ธปท.เองก็เคยทำมาแล้วในอดีต คือ บังคับเงินทุนให้อยู่ในประเทศตามกำหนด เช่น อย่างน้อย 3 เดือน 6 เดือน เป็นต้น เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกนอกประเทศไทยก่อนกำหนดต้องถูกเก็บภาษีรายได้เพิ่มเป็นต้น

4.ใช้มาตรการคุมเงินทุนระยะสั้น ด้วยการหักเงินในสัดส่วนที่กำหนดไว้กับ ธปท. หรือทางการ เช่น มาตรการ 30% ที่ ธปท.เคยทำในช่วงปลายปี 2549 คือ เงินทุนไหลเข้ามา 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ธปท.ขอถือไว้เอง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้ไปหากำไรได้เพียง 70 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น แต่วิธีนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคงไม่ปลื้มนัก เพราะจะทำให้ดัชนีหุ้นตกวินาศสันตะโรเป็นประสบการณ์ได้อีก ที่สำคัญอาจจะทำให้เป้าหมายดัชนีที่วางกันไปสวยหรูที่ดัชนี 900 จุด อาจพลาดหวัง

หากเดาใจ รมว.คลัง ซึ่งเคยเป็นโบรกเกอร์มือชะมังมาก่อน วิธีที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องน้อยที่สุดก็คือ การใช้ภาษีเข้ามาจัดการ คือ หากนำเงินเข้ามาแล้วนำเงินออกก่อน 3 เดือนอาจจะเสียภาษี 10% คงเงินไว้ในประเทศ 6 เดือนขึ้นไป เสียภาษี 5% และถ้าเก็บเงินไว้ในประเทศ 1 ปี แล้วนำออกก็ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

มาตรการนี้จะไม่ส่งผลได้เสียกับผู้ที่นำเข้าเงินมาก่อนกับผู้ที่กำลังจะนำเงินเข้ามา เพราะ ธปท.ดูจากระยะเวลาที่เงินเข้ามาได้เลย ใครจะนำเงินเข้ามาเก็งกำไรก็ต้องคิดให้ดี ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน