
กรธ.เล็งปรับการทำงานองค์กรอิสระลดความซ้ำซ้อน
กรธ.เล็งปรับการทำงานองค์กรอิสระแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน มุ่งแก้ปัญหาประเทศอย่างเป็นระบบมากกว่าหาผู้กระทำผิด
กรธ.เล็งปรับการทำงานองค์กรอิสระแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน มุ่งแก้ปัญหาประเทศอย่างเป็นระบบมากกว่าหาผู้กระทำผิด
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดสัมมนา เรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ...” ณ อาคารรัฐสภา 2 โดยมีตัวแทน อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พรรคการเมือง และผู้สังเกตการณ์ เข้าร่วม
นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ. กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า หลายคนตั้งข้อสงสัยรับฟังแล้วจะนำไปใช้หรือไม่ ส่วนใหญ่เอามาปรับใช้ ดังนั้น ทุกความเห็นที่รับฟังได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะกฎหมายลูกแต่รวมไปถึงร่างรัฐธรรมนูญ แม้เห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม เพราะทำให้คิดทบทวนรอบคอบ กฎหมายลูกวันนี้เป็นกฎหมายว่าด้วยองค์อิสระที่มีความสำคัญ
ทั้งนี้ แต่หลังจากตรวจพิจารณากฎหมายองค์กรอิสระ รวมถึงฟังจากผู้มีประสบการณ์ ทำให้รู้ว่าองค์กรอิสระทำงานซับซ้อน จนเกิดความยุ่งยาก ซึ่งหลายองค์กรมีอำนาจเหมือนทับซ้อน เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน คล้ายกับกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) หรือบางเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตซึ่งเป็นอำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
อย่างไรก็ตาม จึงคิดว่าทำอย่างไรให้องค์กรอิสระไม่ทำงานซ้ำซ้อน และเกิดผลส่วนรวมมากกว่าการมุ่งประเด็นช่วยเหลือคนเดียวให้พ้นทุกข์ ดังนั้น อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจที่เขียนไว้จึงเริ่มค่อนข้างเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้เห็นเจตนารมณ์ในการตั้งองค์กรอิสระสามารถแก้ไขปัญหาส่วนรวม มุ่งหมายแก้ปัญหาประเทศอย่างเป็นระบบมากกว่าหาผู้กระทำผิด และปรับปรุงหน่วยงานรัฐให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สำฤทธิ์ผลถึงประชาชน
ขณะเดียวกัน การทำงานของผู้ตรวจ ไม่ต้องรอให้มีคนมาร้องก็สามารถดำเนินการได้ทันที ลักษณะกำลังจะเขียนให้ชัดทั้งผู้ตรวจ กสม. และป.ป.ช. นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการร้องเรียนมีได้แต่ไม่ควรสร้างขั้นตอนหรือกฎเกณฑ์จนเกินควร
สิ่งที่คิดมองจากคนข้างนอกมองเข้าไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่อาจไม่เข้าใจถึงอุปสรรค ดังนั้น อยากให้ผู้เกี่ยวข้องบอกว่าขาดตกบกพร่องอย่างไร รวมถึงผู้สนใจ อยากให้บอกให้กรธ.ทราบ เพื่อกลับไปคิดทบทวน เพื่อจุดประกายเรื่องใหม่ หรือเสริมแต่งเรื่องเก่า เป็นส่วนหนึ่งภายใต้การทำกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 77
ขณะที่ นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในเรื่องการประชาสัมพันธ์ได้พยายามทำภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยแต่ละปีได้ลงพื้นที่ในส่วนภูมิภาคจนถึงขณะนี้นับ 30 ครั้ง นับตั้งแต่ที่มีการตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยพยายามใช้เครือข่ายในการเผยแพร่และการประชาสัมพันธ์ และมีการแถลงข่าวในเรื่องสำคัญเป็นระยะ รวมทั้งมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โดยการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นจะไม่พยายามใช้ความคลาดแคลนมาเป็นข้อจำกัดทำงาน ในส่วนของการได้มาของผู้ตรวจที่มีการเสนอให้มาจากการเลือกตั้งของสส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน แทนการสรรหาโดยสว.ที่มาจากการสรรหา รวมทั้งประเด็นความเชื่อมโยงกับรัฐสภานั้น ในเรื่องนี้ขอยืนยันว่า ผู้ตรวจยังคงมีความเชื่อมโยงกับรัฐสภาเพราะในการแต่งตั้งนั้นต้องผ่านกระบวนการสรรหา โดยคณะกรรมการจำนวนจำนวน 6 คน ก่อนจะนำรายชื่อเสนอเพื่อสภาฯให้ความเห็นชอบ
"ในส่วนเรื่องการเสนอให้มีการนำเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมมาใส่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับกรธ.ที่จะเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ดีในเรื่องการลงโทษบุคคลที่กระทำผิดนั้น เราไม่มีอำนาจในการลงโทษ แต่เรามีอำนาจแค่ชี้ว่าเป็นการกระทำผิดหรือไม่ก่อนจะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป"นายรักษเกชา กล่าว
ด้าน นายเธียรชัย ณ นคร กรธ.และประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหลักการร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า สิ่งที่กรธ.คาดหวัง คือ ประสิทธิภาพทำงานของผู้ตรวจ ซึ่งในสังคมจำเป็นต้องมีองค์กรในการดูแลความเดือดร้อน โดยประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมนั้นกรธ.มีข้อคิดเห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง แต่ในชั้นอนุก็ได้มีการหารือกันว่า หากจะเขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรมจะสามารถเขียนได้มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ กระบวนการของผู้ตรวจเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่สร้างความเรียนรู้ให้กับสังคม ซึ่งได้มีการพูดถึงหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจ โดยมีเจตนาในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เพราะที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเป็นรายกรณีอาจจะไม่ใช่การแก้ไขที่เบ็ดเสร็จ







