
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ยุค 4.0(1)
โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า “Thailand 4.0” คืออะไร หรือ “ยุค 4.0” ที่เราพูดกัน มีที่มาจากไหน ผมคิดว่า “โลกยุค 4.0” ที่เราพูดกันคือ “4th Industrial Revolution” หรือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นทั้งโลก และเราเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ Professor Klaus Schwab ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานของ World Economic Forum ได้เคยกล่าวไว้ว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดจะเปลี่ยน วิถีชีวิต รูปแบบการทำงาน ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในสังคม”
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน จะเห็นว่ารอบโลกที่เราอยู่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ถ้าท่านลองจินตนาการดูมองย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราจะเชื่อหรือไม่ว่า ในวันนี้ 10 ปีผ่านมา เราจะสามารถโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศได้โดยไม่เสียเงิน และก็สามารถประชุมทั่วโลกแบบเห็นหน้ากันได้โดยไม่เสียเงิน เราจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ในแต่ละวันกับ Smart Phone ที่เราสามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมกัน เราจะเห็นหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทำให้แผลเล็ก ลดผลข้างเคียง และผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอย่างรวดเร็ว ฯลฯ
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราไม่ได้ยินคำว่า Social media, Sharing economy, AI, Internet of Things, Cloud computing, FinTech, PropTech หรือ AgriTech ที่กาลังจะกลายเป็นรากฐานสาคัญสำหรับอนาคตและเชื่อว่าเราจะได้ยินคำเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นในอนาคตข้างหน้า
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดนี้ ในด้านหนึ่งจะสร้างโอกาสในการทำงานและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเราทุกคนให้ดีขึ้น แต่อีกด้านจะมีนัยต่อวิธีการทำงานและทำให้ตำแหน่งงานจำนวนไม่น้อยต้องหายไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปรับตัวอย่างเท่าทันทั้งในวันนี้และในอนาคต
ความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ หรือยอดขายที่ลดลงเรื่อยๆ จากพัฒนาการทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดผลต่อเนื่องหลายอย่าง อย่างแรกคือเรื่องของการจ้างงาน หลายคนต้องปรับตัวไปทำงานรูปแบบใหม่ หรืออาชีพใหม่เพื่อความอยู่รอด
มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งของ World Economic Forum 2 ประเมินว่า ในอนาคตข้างหน้าของคนรุ่นใหม่ จะไม่มีใครที่จะสามารถทำงานอาชีพเดียวได้จนเกษียณ ในชีวิตการทำงานของแต่ละคนจะทำงาน 7 อย่าง และ 5 ใน 7 อย่าง ยังไม่รู้ว่าจะเป็นงานประเภทอะไร
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์บางท่านเปรียบเทียบว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีอัตราเร่งแบบ Exponential หรือก้าวกระโดดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะ Linear หรือเป็นเส้นตรงเหมือนในอดีต
นอกจากนี้ โลกที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เชื่อมโยงกันทั้งมิติทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมอย่างไร้พรมแดน ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ส่งผลให้เกิดห่วงโซ่การผลิตรูปแบบใหม่ๆ ที่กระบวนการผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก มีคน บริษัท และประเทศที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก กว่าที่จะผลิตสินค้าขั้นปลายได้หนึ่งชิ้น หรือ เทคโนโลยีทางการเงินที่ทำให้ตลาดเงินตลาดทุนซับซ้อนขึ้น เหตุการณ์ในซีกโลกหนึ่งสามารถกระทบกับราคาหุ้นในอีกซีกโลกหนึ่งด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกไปสู่ยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพชีวิตของพวกเรา รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ นั้น จะเกิดขึ้นพร้อมกับโลกที่มีความผันผวนสูง มีความไม่แน่นอนสูง มีความซับซ้อนสูง และยากที่จะคาดเดา ลักษณะเช่นนี้เป็น “สภาวะของโลก” ที่พวกเราทุกคนล้วนเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง” ที่ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ไปพร้อมๆ กันอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค 4.0 เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรายังมีปัญหาโครงสร้างอีกหลายเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านรายได้และโอกาส ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในยุค 4.0 ผมจะขอพูดถึง 3 ปัญหาสำคัญ
ปัญหาที่ 1. ปัญหาคุณภาพของแรงงานไทย ซึ่ง มีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องในหลายมิติ
มิติแรก คุณภาพการศึกษาของประเทศที่ไหลลงเรื่อยๆ จากข้อมูลปี 2559 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือที่เรามักเรียกสั้นๆ ว่า OECD ชี้ว่าความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปี ในเรื่องวิทยาศาสตร์และทัศนคติต่อวิทยาศาสตร์ ทักษะการอ่าน และคณิตศาสตร์ พบว่าความสามารถของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากในทุกมิติที่ทดสอบ และในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 54 จาก 72 ประเทศ
ในมิติที่สอง เราพบว่าในด้านแรงงานธุรกิจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งด้านปริมาณและทักษะความชานาญที่ตรงกับความต้องการ หรือที่เราเรียกว่า Skill Mismatch กล่าวคือ ตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่มีทักษะและประสบการณ์ด้านวิชาชีพ หรือ Vocational Skills หรืออาชีวะ แต่ผลผลิตแรงงานส่วนใหญ่จะเป็นบัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับปริญญาในสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ และที่สำคัญคุณภาพก็ไม่ได้มาตรฐานที่ตลาดแรงงานคาดหวัง
ในมิติที่สาม ที่เกี่ยวกับเรื่องแรงงาน คนไทยหรือแรงงานไทยขาดการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีคนเคยกล่าวว่า “บัณฑิตไทยส่วนใหญ่มีความรู้มากที่สุดในวันที่จบการศึกษา” เพราะหลังจากนั้นความรู้จะลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ เพราะคนไทยไม่ชอบที่จะติดตามความรู้หรือความก้าวหน้าของโลกเท่าไรนัก หรือขาดทักษะที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ทั้งที่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือการยกระดับศักยภาพของตัวเองต่อเนื่องเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการทางาน โดยเฉพาะในโลกยุค 4.0 n
(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)







