posttoday

ฟอร์มทีมปรองดอง เหล้าใหม่แต่ขวดเดิม

09 กุมภาพันธ์ 2560

การคิกออฟปรองดอง ที่สามารถไปดึงคนหน้าใหม่ๆ มาร่วมกันทำงานปรองดองได้อย่างน่าสนใจ แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงไม่ต่างอะไรกับ “เหล้าใหม่ในขวดเดิม”

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่องไหนกำลังเป็นที่น่าสนใจมากที่สุด ต้องยกให้กับการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง

คณะกรรมการที่ว่านั้นประกอบด้วย  1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์  2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ  3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และ 4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

โฟกัสสำคัญไปอยู่ที่คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จำนวน 33 คน ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เป็นประธาน และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นรองประธาน

เมื่อพลิกดูรายชื่อคณะกรรมการ พบว่าล้วนแต่เป็นบิ๊กเนมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” “ปณิธาน วัฒนายากร” “สุจิต บุญบงการ” “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ขณะเดียวกันยังมีกรรมการโดยตำแหน่งอีกหลายคน เช่น ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ดูจากรายชื่อแล้วถือว่าเป็นคณะกรรมการปรองดองชุดใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่งที่ต้องบอกว่าชุดใหญ่นั้นไม่ได้หมายถึงความใหญ่ในเชิงจำนวนของบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้นำองค์กรต่างๆ และเหล่าทัพเข้ามาร่วมทำงานทางการเมืองมากขนาดนี้มาก่อน อย่างมากที่สุดจะเป็นเพียงการได้รับเชิญมาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ดังนั้น การที่ตั้งคณะกรรมการซูเปอร์ปรองดองในลักษณะนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยทางการเมืองที่สำคัญ

เริ่มตรงที่การกลับสู่สนามการเมืองของ “สุจิต-เอนก” ซึ่งทั้งสองคนเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน โดยเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในเวลานั้นอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “เอนก” ซึ่งได้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. ปรากฏว่าเมื่อคณะกรรมการจัดทำรายงานข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้นและส่งไปที่รัฐบาลตั้งแต่ปี 2558 แต่กลับไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

เท่ากับว่าการเกลี้ยกล่อมของรัฐบาลที่ยอมให้เอนกเข้ามาทำงานปรองดองได้อีกครั้ง คงหนีไม่พ้นเงื่อนไขที่สำคัญ คือการนำรายงานของคณะกรรมการชุดที่แล้วมาเป็นฐานในการนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งหมายรวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับบางคดีที่ไม่ใช่คดีทุจริต คดีความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และคดีอาญาร้ายแรง

นอกเหนือไปจากการปรากฏชื่อของ “สุจิต-เอนก” แล้ว ต้องยอมรับว่าการมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการออกกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งขึ้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม หรือแม้แต่ประธาน สนช.

ทั้งนี้ 4 ส่วนราชการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความปรองดองในเชิงรูปธรรมผ่านการออกกฎหมาย ทั้งในเรื่องกระบวนการและขอบเขตที่ร่างกฎหมายนั้นจะครอบคลุมไปถึง ทำให้เริ่มเห็นเค้าลางของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่อาจจะเห็นในยุคของ คสช. จากเดิมที่มีการพยายามดันกฎหมายในลักษณะนี้ในยุคของนักการเมืองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ในภาพรวมจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีแนวทางการทำงานที่แตกต่างออกไปผ่านการที่มีบุคคลในองค์กรสำคัญเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิธีการทำงานจะทำงานเปลี่ยนไป แต่กลับมีสัญญาณของผู้นำปรองดองที่ออกมาในทำนองไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

“จะมีการกำหนดลงไปในระดับกองทัพภาคและทุกจังหวัด ที่จะต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นคู่ขนานกัน และจะได้นำข้อมูลทั้งหมดจากทุกฝ่าย” ท่าทีจาก พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 8 ก.พ.

ท่วงทำนองของ พล.อ.ประวิตร ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่การประกาศว่าจะให้เริ่มนับหนึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศอีกครั้ง นับเป็น “ความก้าวหน้าที่ไม่มีความก้าวหน้า”

อย่าลืมว่าประเทศไทยมีรายงานเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองมาหลายฉบับ โดยแต่ละฉบับผ่านการรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการมาแล้วค่อนข้างสมบูรณ์ก่อนถูกส่งมาที่ทำเนียบรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะรับฟังความคิดเห็นก็ควรทำในลักษณะเน้นไปที่จุดสำคัญมากกว่าที่จะทำทั่วประเทศอันเป็นการเน้นในเชิงปริมาณ

ดังนั้น การคิกออฟปรองดองครั้งนี้ ที่สามารถไปดึงคนหน้าใหม่ๆ มาร่วมกันทำงานปรองดองได้อย่างน่าสนใจ แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงไม่ต่างอะไรกับ “เหล้าใหม่ในขวดเดิม”

ข่าวล่าสุด

"อนุทิน" แถลง หลังภูมิใจไทยผงาดเบอร์ 1 ลั่นพร้อมน้อมรับคำสั่งประชาชน