
วิบากกรรมมาบตาพุดสมดุลที่ยังไม่ลงตัว
"จะให้เวลารัฐบาลเพียง 2 เดือน หลังจากนั้นจะมีการเคลื่อนไหวชุมนุมแสดงพลังปิดล้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จันทบุรี ตราดฉะเชิงเทรา และในแต่ละภูมิภาค หากไม่ยอมยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง"
"จะให้เวลารัฐบาลเพียง 2 เดือน หลังจากนั้นจะมีการเคลื่อนไหวชุมนุมแสดงพลังปิดล้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จันทบุรี ตราดฉะเชิงเทรา และในแต่ละภูมิภาค หากไม่ยอมยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง"
แม้คำตัดสินของศาลปกครองกลาง จะปลดล็อก 76 โครงการในมาบตาพุด ให้กลับมาดำเนินการได้ 74 โครงการ ที่เหลืออีก 2 โครงการ คือ โรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีน ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล กับส่วนต่อขยายโรงงานบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ซึ่งทั้งสองโครงการ อยู่ในกลุ่มบริษัทปตท.เคมิคอล ต้องไปทำตาม มาตรา 67 วรรคสอง รัฐธรรมนูญ 2550 ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ผลกระทบสุขภาพชุมชน หรือเอชไอเอ และขอความเห็นองค์การอิสระ
ทำให้เบื้องต้น ดูเหมือนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจกับชุมชนจะมีจุดสมดุลให้เดินหน้าได้ระดับหนึ่ง แต่จากความเคลื่อนไหวของชุมชนดูเหมือนว่า เรื่องดังกล่าวน่าจะยังไม่ลงตัว นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ถ้านำมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือบอร์ดสิ่งแวดล้อมที่นายกรัฐมนตรีกำหนด 11 กิจการรุนแรง มาเปรียบเทียบกับ 76 โครงการมาบตาพุดที่มีอยู่จะเป็นโครงการที่ไม่ได้เข้าข่ายทั้งสิ้น ทำให้รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองเป็นหมัน ไม่มีผลในทางปฏิบัติและไม่รู้ว่าในข้อเท็จจริงยังปล่อยให้การประกาศประเภท 11 กิจการรุนแรง ยังเป็นอย่างนี้อยู่ มาตรา 67 วรรคสอง ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีต่อไป
นายสุทธิ กล่าวว่า จะเดินทางไปพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการ4 ฝ่ายในสัปดาห์หน้า อยากทราบในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย คิดเรื่องนี้อย่างไร ในเมื่อเคยสัญญามั่นเหมาะว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำตามข้อเสนอที่รัฐบาลเชิญให้มาเป็นประธาน เสนอไป 18 กิจการรุนแรง แต่ตัดเหลือ 11 ประเภท แล้วท่านจะคิดอย่างไร
"จะให้เวลารัฐบาลเพียง 2 เดือน คือ ก.ย.และต.ค. หลังจากนั้นจะมีการเคลื่อนไหวชุมนุมแสดงพลังปิดล้อมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง จันทบุรี ตราดฉะเชิงเทรา และในแต่ละภูมิภาค หากไม่ยอมยกเลิกประกาศ 11 กิจการรุนแรง" นายสุทธิกล่าว
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ในฐานะกรรมการ 4 ฝ่ายให้ความเห็นว่าการประกาศ11 กิจการรุนแรงของรัฐบาล ถือเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เพราะเป็นการประกาศออกมาบังคับใช้เฉพาะกับเอกชน ส่วนโครงการของรัฐกลับหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เข้าประเภทโครงการรุนแรงที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ เช่น โครงการชลประทานต่างๆ ซึ่งถือเป็นวาระซ่อนเร้นของหน่วยงานราชการหรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและให้น้ำหนักกับเรื่องงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในส่วนที่เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาอาจจะมากกว่าการประกาศหรือไม่ประกาศกิจการและคดีด้วยซ้ำ ตรงนี้รัฐบาลตั้งใจทำต่อและอยากจะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม เรามีกลไกนอกเหนือจากกระทรวง ทบวง กรมตามปกติ เช่น สมัชชาสุขภาพและคณะกรรมการอื่นๆ ที่พร้อมจะมาช่วยทำงานตรงนี้
สำหรับมติ 11 กิจการรุนแรง เป็นหน้าที่ของภาครัฐ หากไม่ประกาศก็มีปัญหาทางกฎหมายและมีปัญหากับทุกฝ่าย เมื่อมีกติกาที่ชัดเจนก็สามารถมาเข้าสู่กติกานี้
นอกจากนี้ขอย้ำว่า กิจการใดซึ่งตามประกาศ ไม่ได้เป็นกิจการที่รุนแรง แต่ถ้าชุมชนเห็นว่ารุนแรง ก็สามารถอุทธรณ์มาได้ ในส่วนของคณะกรรมการก็จะพิจารณา
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะมีโครงการลงทุน 74 ราย สามารถเปิดกิจการได้ภายใน 2 สัปดาห์แน่นอน
ทั้งนี้ ในวันที่ 6 ก.ย. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ได้เรียกผู้ประกอบการ76 โครงการมาประชุมเพื่อรับทราบรายละเอียดของคำพิพากษาของศาลปกครองฯและประกาศประเภท 11 กิจการรุนแรง หากไม่เข้าข่ายให้ทำเรื่องขอใบอนุญาตประกอบกิจการได้
สำหรับนักวิเคราะห์ เช่น บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัสยังคงแนะนำ "ซื้อ" หุ้นบริษัท ปตท.เคมิคอล แม้ 2 โครงการจะโดนศาลสั่งให้ต้องทำตามมาตรา 67 วรรคสอง เพราะเชื่อว่าสุดท้าย 2 โครงการของ ปตท.เคมิคอล จะสามารถทำตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญสามารถกลับมาผลิตได้ แม้จะยืดเยื้อไปเล็กน้อย







