posttoday
สิทธิมนุษยชน-ความมั่นคง อุปสรรคใหญ่ลงทุนในเมียนมา

สิทธิมนุษยชน-ความมั่นคง อุปสรรคใหญ่ลงทุนในเมียนมา

04 กุมภาพันธ์ 2560

การเดินทางเยือนเมียนมาของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบ อองซานซูจี รมว.ต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐ โดยหนึ่งในหัวข้อการหารือ คือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งยืดเยื้อค้างคามานาน

โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

การเดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยนำคณะนักธุรกิจไทยเข้าพบ อองซานซูจี รมว.ต่างประเทศและที่ปรึกษาแห่งรัฐ โดยหนึ่งในหัวข้อการหารือ คือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งยืดเยื้อค้างคามานาน

ทานซิน ผู้ประสานงานสมาคมพัฒนาทวาย องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งติดตามโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมาอย่างต่อเนื่อง มองเรื่องนี้ว่า เป็นความชัดเจนมากว่ารัฐบาลไทยต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจในช่วงรัฐบาลใหม่ของเมียนมา และไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเป็นความพยายามรื้อโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการสร้างเขื่อน โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประชาชนท้องถิ่นไม่สนับสนุนขึ้นมาใหม่ ขณะที่บริษัทที่ได้รับเชิญในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจด้านอุตสาหกรรม จึงน่ากังวลยิ่งว่าการพัฒนาจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรภูมิภาคที่นำไปสู่การพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การแย่งชิงที่ดิน การตัดไม้ และอื่นๆ โดยอ้างเหตุผลในการพัฒนา

ทานซิน บอกว่า คนทวายควรมีส่วนร่วมในการพัฒนา กระบวนการพัฒนาต้องมาจากความต้องการที่แท้จริง ขณะเดียวกันรัฐบาลกับภาคธุรกิจมักใช้คำพูดว่าเป็นการพัฒนา จริงๆ แล้ว เป็นเพียงการพัฒนาธุรกิจเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลพยายามหาเหตุผลมาอ้างความสำเร็จ ทั้งๆ ที่สิ่งสำคัญคือกระบวนการหารือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยต้องอยู่บนฐานความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“โครงการระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ นักลงทุนและรัฐบาลต่างชาติควรฟังเสียงของประชาชนในท้องถิ่นด้วย ควรปฏิบัติให้เกิดความเป็นธรรมทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยยึดตามบทบัญญัติของ สากล” ทานซิน สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของคนท้องถิ่นทวาย

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลใหม่เมียนมาโดยพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของอองซานซูจีเป็นแกนนำรัฐบาล มีความพยายามที่จะสร้างสันติภาพ ยุติความ
ขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และที่สำคัญกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ยังไม่วางใจท่าทีและความจริงใจของรัฐบาลใหม่เมียนมา

พล.อ.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู กล่าวว่า รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอองซานซูจียังไม่สามารถสั่งกองทัพเมียนมาได้ แม้ว่ารัฐบาลอาจต้องการดำเนินกระบวนการสันติภาพกับกองกำลังชาติพันธุ์ แต่กองทัพก็ยังดำเนินการตามแนวทางเดิม การหารือกันล่าสุดเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนรัฐบาลไม่ยอมหารือในประเด็นที่เคเอ็นยูต้องการพัฒนาทางการทหารร่วมกับกองทัพเมียนมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้การเจรจาสันติภาพดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะกองทัพเมียนมาไม่ยอมฟัง

ประเด็นความมั่นคงและความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธในเมียนมา เป็นอุปสรรคสำคัญที่นักลงทุนจากไทยยังให้ความกังวล นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงสะท้อนปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งทั้งสองประเทศกำหนดเป้าหมายพัฒนาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เป้าหมายในการร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ดี แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงการเคารพ คุ้มครอง เยียวยา สิทธิมนุษยชน เนื่องจากพื้นที่ที่จะมีการลงทุนในเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์และมีความอ่อนไหว จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

“ควรนำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2559 เรื่องรับทราบผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะนโยบายเรื่องสิทธิชุมชน กรณีการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ในสหภาพเมียนมา ซึ่ง กสม. ชุดก่อนหน้านี้ได้รับคำร้องเรียนและได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทวาย”

กรรมการสิทธิมนุษยชน บอกว่า รายงานการพิจารณาของ กสม.เสนอ ครม. ว่า 1.ควรดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหาย โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม 2.ครม.ควรจัดตั้งกลไกและกำหนดภารกิจการกำกับลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทย โดยนำหลักการแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และหากรัฐบาลประสงค์จะแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในระดับที่สูงขึ้น ควรกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศที่มีสาระเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ด้วย และทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

“ในปีนี้ กสม.ได้เน้นเป้าหมายหลัก 3 เรื่อง คือ ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงอยากให้รองนายกรัฐมนตรี นำยุทธศาสตร์เหล่านี้ไปใช้ในการพิจารณากรอบการลงทุนในเมียนมาด้วย” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน