
กติกาภาครัฐต้องชัดเจน
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ยกเลิกการเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม เอกชนผู้ได้รับใบอนุญาตสร้างกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าใน จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ที่จะต้องทบทวนการบริหารจัดการที่ดินภายใต้บทบาทของหน่วยงานเสียใหม่
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ยกเลิกการเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม เอกชนผู้ได้รับใบอนุญาตสร้างกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าใน จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ที่จะต้องทบทวนการบริหารจัดการที่ดินภายใต้บทบาทของหน่วยงานเสียใหม่
คำพิพากษาดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐานการดำเนินนโยบายของรัฐที่จะต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ด้วย ส.ป.ก.กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจไว้ว่า “จัดที่ดิน สร้างมูลค่าที่ทำกิน พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร คุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นไปเพื่อการเกษตร ไม่ได้มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิได้มีมติเห็นชอบออกใบอนุญาตการใช้พื้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการอนุญาตเช่าที่ดิน ส.ป.ก.ในโครงการอื่นๆ ในทำนองเดียวกันนี้อาจมีอันต้องสิ้นสุดไปด้วย
อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จะได้ทบทวนนโยบายเรื่องนี้ไปในคราวเดียวกัน เพื่อจะได้สร้างมาตรฐานการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อทำโครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 19 ราย ในจำนวนนี้แม้จะไม่มีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลให้มีการถอนใบอนุญาต เช่น กรณีบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม แต่โดยหลักการส.ป.ก.จะต้องยึดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินที่เป็นไปเพื่อเกษตรกรรม
การนัดเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตทั้งหมดมาหารือเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้พื้นที่ให้ไปในแนวทางเดียวกัน อาจไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่แท้จริง และสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อข้อกฎหมายในอนาคตอีก
การแก้ปัญหาในครั้งนี้จึงไม่ควรมุ่งหาทางออกการฟ้องร้องเอกชน แต่ควรต้องนำไปสู่การทบทวนสัญญาหรือยกเลิกสัญญาการเช่าพื้นที่ และนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้เกษตรกรทำกิน
ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า ส.ป.ก.กำลังเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ให้กับภาคเอกชน มากกว่าจะนำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาทบทวนการจัดสรรที่ดินในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ส.ป.ก.ต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันมีการปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกที่ดินในการกำกับดูแลอยู่ทั่วประเทศ และก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ โดยเฉพาะการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.โดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ดังนั้น เพื่อให้นโยบายการจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกรบรรลุผลตามเป้าหมาย ส.ป.ก.จะต้องตั้งโจทย์การแก้ปัญหาเสียใหม่ เพื่อให้การใช้ที่ดินของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะต่อผู้ไร้ที่ดินทำกิน
การนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เอื้อการพัฒนาที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟ้องร้องในภายหลัง หากเอกชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการลงทุนยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเอาจากรัฐบ้าง ผลที่ตามมาอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
ขณะเดียวกันในกรณีนี้กระทรวงพลังงานก็จำเป็นต้องทบทวนนโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเสียใหม่ด้วย โดยยึดผลประโยชน์ในภาพรวม พร้อมๆ กับศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ







