
โลกแห่งความท้าทาย
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาที่สถาบันการเงินต่างประเทศที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งจัดขึ้น ว่าด้วยความท้าทายของโลกยุคใหม่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและการเปิดศักราชใหม่ของการปกครองยุคอเมริกามาก่อนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา
เขาเสนอแนวความคิดว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวอย่างช้าๆ แต่ค่อนข้างจะมั่นคง กำลังจะถูกแทนที่ด้วยความไม่แน่นอนและความผันผวนสูง
สาเหตุที่เขามองภาพเศรษฐกิจโลกในแนวนี้ เพราะในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวอย่างช้าๆ แต่ค่อนข้างจะมั่นคง กำลังจะถูกแทนที่ด้วยความไม่แน่นอนและความผันผวนสูง
สาเหตุที่เขามองภาพเศรษฐกิจโลกในแนวนี้ เพราะในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวเพียงปีละ 3-3.5% นั้น เป็นการเติบโตขึ้นภายใต้การกระตุ้นทางการเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเศรษฐกิจเริ่มถดถอย จนมาถึงปัจจุบันธนาคารกลางของบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ได้ส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าจะค่อยๆ คลายการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการทางการเงิน และปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ประกอบกับรัฐบาลใหม่มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายทางการคลัง เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 15% การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้มีการลงทุนมานานแล้ว เพราะรัฐบาลในอดีตได้ใช้เงินไปในการทำสงครามใหญ่หลายครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัวต่อไป แต่อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องหันกลับมาทำหน้าที่หลักของตน คือการดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่กำหนด
ส่วนธนาคารกลางอีกหลายประเทศที่เคยอัดฉีดเงินเข้าระบบ เริ่มวิตกกังวลเรื่องของภาระหนี้สินและเริ่มเข้าสู่ภาวะกระสุนใกล้จะหมด เพราะได้อัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบตลอด 5 ปี ที่ผ่านมา จึงไม่อยู่ในภาวะที่จะเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่เหมือนเดิม ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เริ่มมีคำถามว่าการที่ธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าระบบสามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมายจริงหรือ
เขามองว่าในรอบปี 2017 และต่อไป ธนาคารกลางน่าจะลดบทบาทการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการเข้าแทรกแซงตลาดลง โดยให้รัฐบาลเป็นผู้รับหน้าที่ต่อไปผ่านมาตรการทางการคลัง เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดได้ลดลงจนไม่น่าจะมีความเป็นไปได้แล้ว
โลกยุคใหม่จึงเป็นโลกแห่งความท้าทายความสามารถของผู้บริหารประเทศและผู้บริหารองค์กรภาคเอกชนที่จะต้องรับกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เพราะการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นั้น มีความเป็นไปได้ทั้งที่เศรษฐกิจจะขยายตัวรวดเร็วกว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ เพราะการสร้างหนี้และการสร้างดีมานด์เพื่อการเก็งกำไร เนื่องจากการลดภาษีเงินได้ทำให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ทำให้มีการเพิ่มการบริโภคใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว และการลงทุนเพื่อการเก็งกำไร
นอกจากนั้น หากรัฐบาลสหรัฐผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการควบคุมฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินที่รัฐบาลหลายสมัยก่อนหน้านี้ได้พยายามสร้างขึ้นเพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินให้มีความแข็งแกร่ง ไม่สร้างความเสียหายให้ระบบการเงินของประเทศจนต้องนำเงินภาษีอากรของประชาชนเข้าไปกอบกู้หลายครั้งในอดีต แม้จะทำให้สถาบันการเงินต่างๆ สามารถขยายสินเชื่อให้บริการทางการเงินได้เพิ่มขึ้น เพราะไม่ติดขัดกฎข้อบังคับของรัฐ เช่น สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ภาวะการบริโภคและการลงทุนขยายตัว แต่ก็เสี่ยงกับการที่จะเกิดเหตุประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเกิดวิกฤตการเงินขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ก็พอเชื่อได้ว่าถ้าสหรัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมสถาบันการเงินของตน ธนาคารกลางของประเทศอื่นจะทำตาม เพื่อให้สถาบันการเงินของตนอยู่ในสถานะที่จะแข่งขันกับสถาบันการเงินของสหรัฐได้ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงินสูงขึ้นพร้อมกับโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวหากมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมทางการเงิน
นอกจากนั้น อัตราค่าจ้างแรงงานในหลายประเทศกำลังขยายตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น และ/หรือเพราะการเรียกร้องค่าจ้างแรงงานให้สูงขึ้นเพื่อลดช่องว่างรายได้ของประชาชนในประเทศที่เริ่มแสดงความไม่พอใจที่ผลของการพัฒนาหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ตกลงมาถึงผู้ใช้แรงงาน แต่กลับตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย
ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่จะสร้างความไม่แน่นอนและผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องพึ่งพิงตลาดโลก คือ การต่อต้านระบบโลกาภิวัตน์ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่เคยเป็นต้นตำรับระบบโลกาภิวัตน์ว่า สามารถที่จะสร้างความเจริญเติบโตให้เศรษฐกิจโลกโดยรวม ทำให้เกิดระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าระบบโลกาภิวัตน์เป็นระบบที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศที่ปฏิบัติตามกติกา นำมาซึ่งการใช้แรงงานทาสและการทุ่มตลาด ทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดผลกระทบต่อประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป
ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร คงต้องใช้วิจารณญาณของท่านผู้อ่านพิจารณา เพราะสมัยหนึ่งประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย เคยถูกกดดันจากประเทศที่พัฒนาแล้วให้รับระบบโลกา
ภิวัตน์เปิดประเทศ จนปัจจุบันสถาบันการเงิน โรงแรม และธุรกิจค้าปลีกตกเป็นของคนต่างด้าว แต่เสียงคัดค้านจากประเทศเล็กๆ ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบโลกาภิวัตน์ให้มีความเป็นธรรมยิ่งขึ้นกว่าระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เผอิญปัจจุบันประเทศที่ได้รับผลกระทบจากระบบนี้กลับเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ที่เห็นว่าระบบโลกาภิวัตน์ทำให้คนอเมริกันตกงาน โรงงานปิดการดำเนินกิจการ เพราะฉะนั้นจึงจะออกมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยหรือสำหรับบริษัทอเมริกันในต่างประเทศ
เพราะฉะนั้น สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลกได้เปลี่ยนไป อะไรที่เคยคาดหมายว่าจะเกิดในอดีตต่อไป คาดหมายง่ายๆ เช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว ไม่มีทางแก้ไขรับมือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นง่ายๆ คงต้องตั้งสติรับสถานการณ์ด้วยความไม่ประมาทอย่างที่พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนไว้น่าจะดีที่สุด







