
ดราม่า 'ขึ้นค่าเก็บขยะ'
เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
ประเด็นสำคัญหนีไม่พ้นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเก็บขยะและกำจัดปฏิกูลมูลฝอยทั่วประเทศ จากครัวเรือนละ 20 บาท/เดือน เป็นครัวเรือนละ 150 บาท/เดือน ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การขึ้นค่าเก็บขยะครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่
ในอดีตการบริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 20 กำหนดให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดและจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ โดยมีเงื่อนไขว่าสามารถจัดเก็บได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล พ.ศ. 2545 ซึ่งจัดเก็บค่าเก็บขยะตามปริมาณน้ำหนัก เนื่องจากสถานที่เก็บขยะมีหลากหลาย เช่น บ้านเรือนทั่วไป สถานประกอบการ อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม โดยกำหนดไว้ว่า ขยะมูลฝอยวันละไม่เกิน 20 ลิตร หรือ 4 กิโลกรัม ให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกิน 40 บาท/เดือน ต่อมา นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในขณะนั้น เล็งเห็นว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และปัจจัยอื่นๆ สมควรให้เก็บค่าธรรมเนียมเพียง 20 บาท/เดือน นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กทม.ไม่สามารถเก็บค่าขยะได้ตามเป้า ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปัจจุบัน กทม.มีบ้านเรือนอยู่ประมาณ 2.1 ล้านหลังคาเรือน แต่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมค่าขยะได้เพียง 1.9 ล้านครัวเรือนเท่านั้น สาเหตุที่เก็บไม่ได้ เนื่องจากบางบ้านไม่ยอมจ่าย บางบ้านอ้างว่าเป็นบ้านเช่าจึงให้ไปเก็บที่เจ้าของบ้านตัวจริง บางบ้านเป็นบ้านร้างไม่มีคนอยู่อาศัย ที่เหลือคือ กลุ่มที่ไม่มีรายได้จริงๆ คนเฒ่าคนแก่ และคนพิการ ประกอบกับบทลงโทษกรณีเบี้ยวจ่ายค่าขยะไม่มีโทษอาญาเหมือนภาษี ระบุเพียงแค่ต้องชดใช้คืนทางแพ่งเท่านั้น ต่างจากค่าน้ำ ค่าไฟ ถ้าไม่จ่ายก็จะถูกตัดน้ำตัดไฟ คนส่วนใหญ่จึงไม่เกรงกลัว
ผลที่ตามมา คือ กทม.จัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะได้เพียงปีละ 500 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ต้องใช้งบประมาณจัดเก็บและกำจัดขยะสูงถึงปีละ 6,500 ล้านบาท เรียกว่ารายได้กับรายจ่ายสวนทางกันลิบลับ แล้วเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ขยะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง
จากการเปิดเผยของผู้บริหารระดับสูงของ กทม. การแก้ไขกฎหมายขึ้นค่าธรรมเนียมเก็บขยะครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังกำไร จุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้เป็นงบประมาณในการกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังหวังสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบให้เกิดแก่ประชาชน เพื่อให้เข้าใจว่าต้องไม่ผลิตขยะเพิ่มและลดปริมาณการใช้ให้น้อยลง
อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ กทม.ต้องตอบให้ชัดก็คือ การกำหนดค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 150 บาท/เดือน และเก็บค่ากำจัดมูลฝอยครัวเรือนละ 200 บาท/เดือน รวมทั้งสิ้นครัวเรือนละ 350 บาท/เดือน ที่ประชาชนจะต้องจ่ายนั้น ใช้หลักอะไรในการคิดคำนวณ ระบบการจัดเก็บค่าขยะมีประสิทธิภาพแค่ไหน มั่นใจได้อย่างไรว่าจะจัดเก็บได้อย่างถ้วนหน้าและยุติธรรม รายได้จากการจัดเก็บจะมีการบริหารจัดการอย่างไรต่อไป เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้หรือไม่
เชื่อว่า หากหน่วยงานที่มีหน้าที่เก็บค่าขยะ เช่น กทม. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ สามารถตอบข้อสงสัย อธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ ทุกคนคงยินดีจ่ายด้วยความเต็มใจ เนื่องจากคนจำนวนไม่น้อยเห็นตรงกันว่าไม่อยากให้เป็นระบบการเก็บค่าขยะเป็นเหมือนเดิมอีก นั่นคือ “เก็บได้ก็ช่างเก็บไม่ได้ก็ช่าง”
ตรงนี้แหละที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียกเก็บค่าขยะในช่วงที่ผ่านมา







