
ทรัมป์โนมิก
ในเช้าวันที่ 21 ม.ค.นี้ ผู้ที่ติดตามข่าวสารของโลก คงจะได้เห็นภาพพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45
โดย...แบงก์กลิ้ง
ในเช้าวันที่ 21 ม.ค.นี้ ผู้ที่ติดตามข่าวสารของโลก คงจะได้เห็นภาพพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของโดนัลด์ ทรัมป์ และคำปฏิญาณที่จะเป็นคำมั่นสัญญาและเป็นแนวทางในการบริหารประเทศต่อไป
ทรัมป์นับเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกาก็ว่าได้ นับตั้งแต่ลงสมัคร หาเสียง จนชนะการเลือกตั้ง มีปัญหามีดราม่าทุกขั้นตอน แต่ไม่ว่าคนจะรักจะชังอย่างไร ต่อจากนี้ไปคนทั้งโลกก็จะต้องอยู่กับความรู้สึกนี้อีกนานหลายปี
ทรัมป์อาจจะเป็นคนบ้าในสายตาของคนส่วนหนึ่ง จะเป็นส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยก็ไม่อาจประมาณได้ แต่เชื่อเถอะว่าทรัมป์ไม่ได้โง่ เขาอาจจะไม่เก่งในด้านการเมือง และคนดังไม่เอาด้วย คือไปเชิญคนที่มีชื่อเสียงมาร่วมรัฐบาลก็ถูกปฏิเสธ รัฐมนตรีหลายคนที่ได้รับการทาบทามมาร่วมรัฐบาล บางคนแทบจะไม่มีใครรู้จักมาก่อน ทำให้ ครม.ทรัมป์อาจจะไม่ปังเหมือนของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ไม่ดีเท่าหรืออาจจะดีกว่าก็ได้
อย่างไรก็ดี ทรัมป์เป็นนักธุรกิจที่เก่งและประสบความสำเร็จสร้างอาณาจักรทรัมป์ที่มั่งคั่งขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นความเข้าใจในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุดนี้อาจจะดีกว่าอดีตประธานาธิบดีหลายๆ คนที่ผ่านมา
หลายนโยบายของทรัมป์ อาทิ นโยบายลดภาษี เพิ่มรายได้ และมีแนวโน้มที่จะขาดดุลทางการค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้ทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เขาก็ประกาศว่าจะไม่ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจนเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ
หลายคนคิดว่าเขาคิดนโยบายที่ขัดแย้งในตัวเอง คงไม่สามารถทำได้ทุกเรื่องที่หาเสียงไว้ แต่แค่ส่วนหนึ่งที่หาเสียงไว้ก็เขย่าโลกได้พอสมควร นักธุรกิจทั้งโลกต้องจับตา “ทรัมป์โนมิก” นโยบายเศรษฐกิจแบบทรัมป์ ที่แตกต่างไปจากประธานาธิบดีคนก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ นโยบายทางการค้าแบบ “อเมริกาต้องมาก่อน หรือ America Comes First” ซึ่งชัดเจนมาก พร้อมส่งสัญญาณจะดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้ากับนานาชาติ หากอเมริกาเสียผลประโยชน์
นักธุรกิจอเมริกาที่เคยสุขสบายจากการทำกำไรได้มากเพราะหนีไปลงทุนในประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำกว่าอย่างจีน เวียดนาม ละตินอเมริกา ฯลฯคงจะเริ่มอยู่ไม่สุข เพราะจะเจอขึ้นภาษีนำเข้ารวมถึงการจัดเก็บภาษี ต่างประเทศที่เป็นที่ตั้งผลิตสินค้าสหรัฐ (Major Border Tax)
อีกทั้งการแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement-NAFTA) รวมถึงการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกสูงถึง 35% จะส่งผลกระทบต่อเม็กซิโกที่ส่งออกสู่อเมริกาเหนือกว่า 80% และอาจสร้างแรงลบเป็นวงกว้างไปยังประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้ ที่กำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจเปราะบางอย่างเวเนซุเอลาและบราซิล
จากนี้ไปนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศคงจะสนุก เพราะมีเรื่องให้วิเคราะห์มากมายและน่าสนใจอย่างยิ่ง และผู้ที่ทำการค้าอาจจะไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะจะต้องคอยระมัดระวังความเสี่ยงที่จะเข้ามากระทบธุรกิจ
เชื่อว่านักธุรกิจส่วนใหญ่จะ “ตระหนัก” มากกว่า “ตระหนก” การตื่นตระหนกผ่านไปตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่ง ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนปวกเปียกไปแล้ว แต่หลังจากนั้นอีกไม่นานตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลกก็กลับสู่ปกติ
ผู้เขียนคิดว่าไม่ควรจะวิตกกังวลกับทรัมป์มากจนเกินไป ไม่ว่าทรัมป์โนมิกจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็จะต้องปรับตัวก้าวเดินต่อไปให้ได้
ดูทรงแล้วคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ทรัมป์ไม่อาจอยู่ยงคงกระพันในตำแหน่งอย่างสบายใจ คงจะเป็นเรื่องการขุดคุ้ยเพราะทรัมป์เองก็เป็นนักธุรกิจ และการสร้างธุรกิจขึ้นมาจนใหญ่โตได้นั้นไม่ธรรมดา จะต้องมีการใช้คอนเนกชั่น ใช้วิธีการมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน แต่เมื่อเป็นประธานาธิบดีแล้วก็เหมือนอยู่ในสปอตไลต์ ใครๆ ก็จับตามอง
ถ้ามีการขุดคุ้ยและเจอเรื่องอะไรขึ้นมา เรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ความยากของผู้นำประเทศทั้งโลกคือ Conflict of interest ที่มักจะแยกแยะได้ยากและส่วนใหญ่จะตกม้าตายด้วยเรื่องนี้แทบทั้งสิ้น







