
สงครามนี้ไม่มีผู้ชนะ
ถือว่าสร้างความโดดเด่นได้ไม่น้อยทีเดียวสำหรับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ถือว่าสร้างความโดดเด่นได้ไม่น้อยทีเดียวสำหรับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในการปรากฏตัวครั้งแรกและขึ้นกล่าวที่งานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม 2017 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา สปอตไลต์ทุกดวงฉายไปที่สีจิ้นผิง ในฐานะผู้นำแห่งโลกาภิวัตน์คนใหม่ ในวันที่สหรัฐถอยหลังกลับ
สี กล่าวเอาไว้ว่า หากสหรัฐในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะปิดกั้น จีนก็จะเป็นคนนำเปิดประตูเอง เพื่อให้การค้าเสรีและกระแสโลกาภิวัตน์ยังคงไหลเวียนในโลกได้อย่างไม่สะดุด สร้างความปลาบปลื้มให้หลายฝ่ายที่ยังมีเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกอย่างจีนเป็นแบ็กอัพอยู่
จะว่าไปแล้วถ้าติดตามข่าวการประชุมระดับโลกตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าความกังวลเรื่องการปกป้องหรือกีดกันทางการค้า (Protectionism) นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และสิ่งที่สีพูดก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เช่นกัน โดยสัญญาณหลักที่ส่งออกมานั้นแทบไม่ต่างอะไรจากที่ประชุมเขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ผ่านมา ตรงกันข้ามจีนเพิ่งถูกยุโรปที่นำโดยเยอรมนีกระทุ้งมาหมาดๆ ว่า ต้องการเห็น “การเปิดกว้าง” ของจีนที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้
หรือหากจะพูดให้ชัดเจนกว่าก็คือ ในสภาวะที่ทิศทางโลกกำลังยุ่งเหยิงเพราะระเบียบโลกใหม่ที่จะเปลี่ยนไปภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ และการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต เช่นนี้ ไม่มีใครสามารถเป็นฮีโร่ให้โลกได้อย่างแท้จริง เพราะจีนในวันนี้ไม่ใช่จีนสมัยเดียวกับที่ หูจิ่นเทา เคยอัดฉีดเงินนับล้านล้านเหรียญสหรัฐ เข้ากระตุ้นเศรษฐกิจจีนและประคองเศรษฐกิจโลก หลังวิกฤตปี 2008 อีกต่อไป
จีนในยุคของสีจิ้นผิง เป็นจีนใหม่ที่ใกล้มาถึงจุดอิ่มตัวของการเก็บเกี่ยวจากกระแสโลกาภิวัตน์มาหลายทศวรรษ ซึ่งต้องเริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจไปสู่การเติบโตในระยะยาวแทน โดยในจีนเองนั้นกำลังเกิดการเปลี่ยนขนานใหญ่ทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่ประเด็นเรื่องฮ่องกง ไต้หวัน และการรักษาสมดุลอำนาจในเอเชีย ไปจนถึงปัญหาภายในบ้านทั้งหนี้ที่พอกพูน การผลิตส่วนเกิน และค่าเงิน ที่ทางหนึ่งก็ต้องแก้ปัญหา อีกทางหนึ่งก็ต้องประคองให้เศรษฐกิจโตไปได้แบบไม่ทิ้งปัญหาภายหลังด้วย
การประคองเศรษฐกิจให้โตในระดับ 6.5% ของจีนย่อมช่วยประคองประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ หรือได้อานิสงส์จากการลงทุนทั้งในและนอกบ้านของจีนไปด้วย ทว่าลำพังเพียงจีนที่ปราศจากสหรัฐ ยุโรป หรือเสาเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ย่อมไม่เอื้อต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแท้จริง
ดังที่ผู้นำจีนพูดไว้อย่างชัดเจนในดาวอสอีกครั้งว่า ผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนทั้งจีนและสหรัฐสองชาติ รวมถึงประชาคมโลกขึ้นอยู่กับการทำงานอย่างหนักร่วมกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและมีความร่วมมือในระยะยาว และในสงครามการค้านั้นไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใดและจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะในสงครามนี้







