‘ม็อบ-การเมือง’แผ่ว จำใจปรองดอง
กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับแนวคิดที่เกี่ยวกับการทำบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู”เพื่อสร้างความปรองดองก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับแนวคิดที่เกี่ยวกับการทำบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู” เพื่อสร้างความปรองดองก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยแนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยมาจาก “พีระศักดิ์ พอจิต” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา
“เท่าที่ได้พบและพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ให้มาดูแลเรื่องการปรองดอง ทราบว่า รองนายกฯ มีความตั้งใจสูงทุ่มเทสุดตัวเรื่องนี้ และมีแนวคิดเบื้องต้นว่าในเร็ววันนี้จะเชิญทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งเข้ามาพูดคุย เพื่อเสนอความคิดอ่านหาทางออกขจัดความขัดแย้ง
หลังจากนั้น จะทำเป็นข้อตกลงเอ็มโอยูเพื่อเดินหน้าไปสู่ความปรองดองก่อนการเลือกตั้งให้ได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย แต่จะกระทำให้สังคมได้รับรู้อย่างเปิดเผย” รองประธาน สนช.คนที่ 2 ระบุ
ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เคยมีกระบวนการพยายามเปิดโต๊ะเจรจาและเชิญทุกฝ่ายมาตกลงแบบสันติวิธีและทำสัญญาสงบศึก โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2548 และ 2553 แต่สุดท้ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จนสุดท้ายผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น
มาในเวลานี้เป็นอีกครั้งที่เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ซึ่งจะว่ากันในเชิงกระบวนการก็ไม่ได้ต่างจากอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่เจ้าภาพในการดำเนินการ คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งทุกฝ่ายต่างทราบดีว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจเต็มและสมบูรณ์
เมื่อ คสช.ตัดสินใจลงมาเป็นเจ้าภาพเอง หลังจากปล่อยให้แต่ละฝ่ายดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองในครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะยังไม่ทันที่การเจรจาเพื่อนำไปสู่การลงนามในเอ็มโอยูจะเกิดขึ้น ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองต่างออกมาแสดงความยินดีที่จะเข้าร่วมเวทีนี้อย่างพร้อมเพรียง
วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ : “ขอสนับสนุนและให้กำลังใจกับการริเริ่มการปรองดองของรัฐบาลนี้ การมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร รับผิดชอบมีความเหมาะสม”
อำนวย คลังผา อดีต สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย : “เห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.ประวิตร และมองว่า พล.อ.ประวิตร มีความเหมาะสมที่จะเข้ามาทำเรื่องปรองดองเพราะเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านเมือง”
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. : “พร้อมให้ความร่วมมือ เรื่องนี้ถ้าเริ่มด้วยความจริงใจโดยเฉพาะจากฝ่ายผู้มีอำนาจเชื่อว่าน่าจะให้ผลเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง”
ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. : “กปปส.มีความยินดีและพร้อมที่จะไปพูดคุย”
หากถามว่าปัจจัยที่มีผลให้ทั้งกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้ยินดีเข้าร่วมกับ คสช.อย่างง่ายดายน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยด้วยกัน
1.ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง เป็นเวลาร่วม 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานกว่าเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548
แน่นอนว่า คสช.อยู่นานเท่าไหร่ อำนาจของนักการเมืองย่อมถูกลดทอนมากขึ้นเท่านั้น หนำซ้ำฐานมวลชนที่เคยสวามิภักดิ์อาจแปรเปลี่ยนไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น ฝ่ายการเมืองจึงไม่มีให้เลือกมากนัก
การจะทำให้ คสช.พ้นจากอำนาจด้วยสันติวิธี คือ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งและนำอำนาจกลับจากทหารมาอยู่ในมือนักการเมืองอีกครั้ง จึงจำยอมเข้าสู่เกมของ คสช.แบบไร้อำนาจต่อรอง
2.ภาวะอ่อนแรงของฝ่ายการเมือง ต้องยอมรับว่า คสช.เปิดเกมรุกเดินหน้าบีบฝ่ายการเมืองเป็นระยะและในทุกระดับ ทั้งระดับแกนนำและระดับฐานมวลชนผ่านการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการออกแบบกติกาอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถขยายอำนาจได้มากนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเท่ากับว่าพรรคการเมืองตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยพอสมควร จะขยับดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ไม่ถนัดมากนัก ยิ่งกินระยะเวลานานมากเท่าไหร่ฝ่ายการเมืองก็ยิ่งหมดพลังมากขึ้นเป็นระยะ
จากสภาพที่เกิดขึ้น พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจำเป็นต้องเล่นไปตามเพลงของ คสช.และยอมรับกระบวนการสร้างความปรองดองที่กำลังออกแบบอยู่ในขณะนี้
อย่างน้อยเพื่อให้ตัวเองยังคงมีพื้นที่ยืนในทางการเมือง เพราะในช่วงเวลาและบรรยากาศแบบนี้หากไปเล่นบทจระเข้ขวางคลองหรือคัดค้านการสร้างความปรองดอง ย่อมทำให้ต้นทุนของฝ่ายการเมืองลดต่ำ สุดท้ายต้องยอมไปกับเกมของ คสช.เพื่อรอโอกาสกลับมาใหญ่อีกครั้งในอนาคต


