
กยท. อัดทุน 14.6 ล้านบาท ดันราวกันชนลูกกลิ้งยางใช้จริง
กยท. หนุนทุนวิจัยกว่า 14.6 ล้านบาท ผลักดันราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา สู่การทดสอบใช้งานจริง พร้อมขยาย MOU วว. ต่อยอดนวัตกรรมยาง
KEY
POINTS
- กยท. สนับสนุนงบประมาณกว่า 14.6 ล้านบาท แก่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อพัฒนาราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบสู่การใช้งานจริง
- โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราในประเทศ ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน และลดการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ
- ราวกันชนที่ผลิตจากยางพาราในประเทศช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 10,000 บาทต่อเมตร และเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศได้ประมาณ 21 ตันต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร
การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. สนับสนุนงบประมาณกว่า 14.6 ล้านบาท ผลักดันงานวิจัย “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพารา” สู่การใช้งานจริง หวังเพิ่มมูลค่ายางพาราไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ และยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. พร้อมด้วยนายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว “ผลิตภัณฑ์ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว.ที่อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา
ภายในงาน กยท. ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ หรือ MOU ร่วมกับ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เพื่อขยายความร่วมมือด้านการอบรม วิจัย พัฒนา และนวัตกรรมยางพารา ต่อยอดการใช้ยางไทยในอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างยั่งยืน
นายโกศล กล่าวว่า กยท. มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยางอย่างยั่งยืน โดยได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา ตามมาตรา 49 (4) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านยางพาราอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “การพัฒนาราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ” หรือ Rolling Guard Barrier สำหรับติดตั้งบริเวณทางโค้งและจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนถนนทางหลวง โดย กยท. สนับสนุนทุนวิจัยแก่ วว. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565–2568 รวมกว่า 14.6 ล้านบาท
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกแบบให้ช่วยดูดซับแรง กระจายแรง และเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของรถเมื่อเกิดการชน เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ โดยใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิต แทนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศซึ่งเดิมใช้ยาง EVA
กยท. ระบุว่า อุปกรณ์นำเข้ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาทต่อระยะราวกันชน 1 เมตร แต่หากใช้ยางธรรมชาติในประเทศ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเมตร และเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศได้ประมาณ 21 ตันต่อระยะราวกันชน 1 กิโลเมตร
ปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน สามารถผลิตลูกกลิ้งจำนวนมาก พร้อมจัดเตรียมชุดราวและเสาเหล็กสำหรับติดตั้ง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการ และเริ่มทดสอบการชนภาคสนามจริง โดยประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐาน MASH 2016 TL-3
นายโกศล กล่าวว่า ราวกันชนลูกกลิ้งยางพาราถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง โดย กยท. มุ่งหวังให้การสนับสนุนนวัตกรรมยางพาราในประเทศสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่ายาง สร้างรายได้ให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม และสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคต
สำหรับการลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการขยายระยะเวลาความร่วมมือที่ทั้งสองหน่วยงานได้ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2564 โดยจะร่วมกันใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ และศักยภาพของรัฐวิสาหกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุนซ้ำซ้อน และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน







