posttoday
3 เหตุผลเคลียร์ชัด ทำไม "หุ้นการเงินรายย่อย" กลับมาน่าสะสม

3 เหตุผลเคลียร์ชัด ทำไม "หุ้นการเงินรายย่อย" กลับมาน่าสะสม

04 กรกฎาคม 2569

หุ้นการเงินรายย่อยกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง บล.บัวหลวง คงมุมมอง Overweight ชี้จังหวะนี้น่าสะสม 3 ปัจจัยหนุนสำคัญ มูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพง - พื้นฐานธุรกิจที่แทบไม่สะเทือนจากสงครามตะวันออกกลาง บวกความเสี่ยงมหภาคเริ่มคลี่คลาย เปิดทางหุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสฟื้นตัวและถูก re-rating ในระยะถัดไป

KEY

POINTS

  • หุ้นการเงินรายย่อยกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง บล.บัวหลวง คงมุมมอง Overweight
  • ชี้จังหวะนี้น่าสะสม 3 ปัจจัยหนุนสำคัญ มูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพง - พื้นฐานธุรกิจที่แทบไม่สะเทือนจากสงครามตะวันออกกลาง
  • บวกความเสี่ยงมหภาคเริ่มคลี่คลาย เปิดทางหุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสฟื้นตัวและถูก re-rating ในระยะถัดไป

ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์ บัวหลวง ยังคงมุมมอง Overweight ต่อหุ้นกลุ่มการเงินรายย่อย และมองว่าปัจจุบันเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการกลับเข้าสะสมหุ้น

หลังจากเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ปรับคำแนะนำจาก "Neutral" เป็น "Overweight" โดยนับตั้งแต่นั้น หุ้นในกลุ่มที่แนะนำให้ผลตอบแทน ดีกว่า SET ประมาณ 3%

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 3 เหตุผล ดังนี้

1. มูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับไม่แพง

แม้หุ้นกลุ่มการเงินรายย่อยจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 18% ในช่วงวันที่ 5 มกราคม – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเกิดความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย แต่หลังจากนั้นราคาปรับตัวลงเฉลี่ย 10% และให้ผลตอบแทนต่ำกว่า SET อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ในช่วงเดียวกัน

ปัจจุบัน หุ้นที่อยู่ในคำแนะนำยังมีมูลค่าที่น่าสนใจ โดยมี

  • PER เฉลี่ยเพียง 9.0 เท่า
  • คาดการณ์ EPS CAGR ปี 2569–2571 เฉลี่ย 9.3%
  • ส่งผลให้ PEG Ratio อยู่เพียง 1.0 เท่า

สะท้อนว่าราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไร

2. ปัจจัยพื้นฐานแทบไม่เปลี่ยนจากช่วงก่อนเกิดสงคราม

แม้นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ลงเล็กน้อย จาก 1.8% เหลือ 1.7% แต่ยังไม่คาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจการเงินรายย่อย

ในด้านภาคเกษตร แม้ปีนี้จะเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญ แต่ดัชนีรายได้ภาคเกษตรเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 23,431 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงปี 2566–2567 ทำให้มองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของลูกค้ากลุ่มเกษตรกรยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ขณะที่อัตราการตั้งสำรองเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.69% ต่ำกว่าประมาณการทั้งปีที่ 3.04% จึงมีโอกาสที่การตั้งสำรองทั้งปีจะต่ำกว่าคาด และอาจสร้าง Upside ต่อกำไรสุทธิรวมปี 2569 ประมาณ 2%

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยจะทรงตัวที่ 1.0% ไปจนถึงสิ้นปี 2569 ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการในกลุ่มมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2–4 ของปี

3. ความเสี่ยงลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม

ราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 67.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 35% จากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม และสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์เพียง 2%

นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีแนวโน้มถูกชดเชยด้วยโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และมาตรการภาครัฐอื่นๆที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคครัวเรือน ส่งผลดีทางอ้อมต่อลูกค้าของผู้ประกอบการในกลุ่มการเงินรายย่อย และช่วยให้คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อก็เริ่มลดลง สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (TH10Y) ที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.05% ณ วันที่ 29 มิถุนายน ลดลง 34bps จากระดับสูงสุดของปี

จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 – มิถุนายน 2569 พบว่า PER ของหุ้นกลุ่มการเงินรายย่อยมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ TH10Y ถึง -75% จึงมีโอกาสที่มูลค่าหุ้นจะได้รับ Re-rating กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำ

Source: BLS Research (30 มิ.ย. 69)

ข่าวล่าสุด

เมสซี่ซัดเบิกร่อง! อาร์เจนตินาหืด 3-2 เคปเวิร์ดช่วงต่อเวลาพิเศษ

เมสซี่ซัดเบิกร่อง! อาร์เจนตินาหืด 3-2 เคปเวิร์ดช่วงต่อเวลาพิเศษ