
ประมวลผลงานใน 1 วัน
วันนี้มีข่าวการจัดทำงบประมาณประจำปี 2561 ของรัฐบาลและข่าวเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมา พร้อมกับอีกหลายข่าว
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
วันนี้มีข่าวการจัดทำงบประมาณประจำปี 2561 ของรัฐบาลและข่าวเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมา พร้อมกับอีกหลายข่าว เลยขออนุญาตนำข่าวต่างๆ มาปะติดปะต่อกันเผื่อจะทำให้ท่านผู้อ่านมองเห็นทิศทาง เป้าหมาย และแนวทางการบริหารเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลได้ชัดเจนขึ้น
เริ่มจากข่าวการจัดทำงบประมาณแผ่นดินปี 2561 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกรอบของเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 2.9 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าที่จะจัดเก็บรายได้ 2.45 ล้านบาท และกู้ยืมเงินอีก 4.5 แสนล้านบาท จัดว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 และดูทีท่าว่าจะต้องขาดดุลต่ออีกหลายปี กว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว รัฐบาลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย สามารถทำงบประมาณแผ่นดินให้สมดุลได้
ถึงแม้การขาดดุลงบประมาณปีนี้จะสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลให้เหตุผลว่ายังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงและความผันผวน ซึ่งคงต้องยอมรับเหตุผลนี้เพราะการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ
สำหรับความเสี่ยงจากการกู้ยืมมาปิดหีบงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลชี้แจงว่า เมื่อกู้เต็มวงเงิน 4.5 แสนล้านบาทแล้ว สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของงบประมาณยังอยู่ในอัตราส่วนที่ยอมรับได้ในมาตรฐานสากลที่ร้อยละ 45 ซึ่งผมก็ยอมรับได้เพราะต่ำกว่าประเทศใกล้เคียงอย่างมาเลเซีย (ร้อยละ 55) และใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 43) ส่วนสิงคโปร์นั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี สูงถึงร้อยละ 111 แบบเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วเพราะเครดิตดีและมีความสามารถในการลงทุนหารายได้แบบเงินต่อเงิน คงนำมาเป็นเกณฑ์ที่จะใช้เปรียบเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยไม่ได้
สำหรับผลที่จะได้รับจากการลงทุนจัดทำงบประมาณขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท ปีหน้ารัฐบาลคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.8% เงินเฟ้อ 2% ซึ่งเป็นเป้าที่น่าจะทำให้เข้าเป้าได้ไม่ยากนัก
ทีนี้ผมลองเอาข่าวที่เห็นมาประมวลเข้ากับข่าวการจัดทำงบประมาณแผ่นดินก็เห็นมาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลจะทำเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากการลงทุนของรัฐบาล
มาตรการที่เป็นข่าววันนี้ คือ การส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีทางด้านการเงิน 2 หมื่นล้านบาท พร้อมกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งพูดกันมานานแล้วอยู่ที่จะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
เรื่องเอสเอ็มอีนี้ รองนายกฯ สมคิด ให้ความสนใจมานานแล้ว เพราะถ้าจำไม่ผิดเป็นผู้เริ่มโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อปมากับมือ จึงน่าจะเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเอสเอ็มอีดีกว่าคนอื่น การพัฒนาเอสเอ็มอีดีกว่าคนอื่น การพัฒนาเอสเอ็มอีให้แข็งแกร่งขึ้นจึงน่าจะเกิดผลให้เห็นตามนโยบายเป็นรูปธรรมในยุคนี้
ส่วนมาตรการที่ 2 ตามข่าววันนี้คือ การเร่งรัดพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมให้เอกชนลงทุนโดยเฉพาะในภาคตะวันออก เช่น โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง และรถไฟความเร็วสูงในภาคตะวันออก และเท่าที่ทราบมาอาจมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและการลงทุนของประเทศด้วย
ทางด้านการเกษตรมีข่าววันนี้เหมือนกันว่า กระทรวงเกษตรฯ กำลังจะส่งเสริมให้มีการปฏิวัติการปลูกข้าวแบบครบวงจร การสร้างฟาร์มตัวอย่างหรือ สมาร์ทฟาร์มที่เป็นแนวความคิดของรองนายกฯ สมคิด การส่งเสริมให้มีการทำเกษตรกรรมเพาะปลูกบนนาหรือไร่แปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต ฯลฯ
ทั้งนี้ น่าจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงพ้นจากกับดักสภาพคล่องของประเทศรายได้ปานกลางตามเป้าหมายที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงไว้ว่า ภายใน 15 ปี จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงตามข่าวที่เห็นวันนี้เหมือนกัน
ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมเขียนวันนี้มาจากข่าวในหน้าหนังสือวันนี้วันเดียว แต่ลองเอามาจัดลำดับเป้าหมาย แนวทางและทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเองว่า ทั้งการจัดทำงบประมาณขาดดุล การส่งเสริมพัฒนาการเกษตรและเอสเอ็มอี การตั้งเศรษฐกิจพิเศษ ที่ว่ามาจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้น 3.8% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายหรือไม่ และจะเป็นการปูทางให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงเหมือนที่นายกรัฐมนตรีแถลงไว้หรือไม่
ถ้านำมาตรการอื่นๆ ที่พอทราบๆ กัน เช่น มาตรการลดภาษีเงินได้ การแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อย โครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง โครงการร่วมมือกับรัฐบาลจีนขุดลอกลำน้ำแม่โขง โครงการพัฒนานวัตกรรม ฯลฯ แล้วจะหาว่ารัฐบาลไม่มีผลงานได้อย่างไร ใช่ไหมครับ







