
ปรองดองด้วยใจจริง
ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยไม่มีครั้งไหนจะรุนแรงและฝังรากลึกเท่ากับครั้งนี้ เพราะในกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองหลายครั้ง เช่น การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของแต่ละกลุ่มสีเสื้อ นำมาซึ่งการใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมและการรัฐประหารอีก 2 ครั้ง เป็นต้น
ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยไม่มีครั้งไหนจะรุนแรงและฝังรากลึกเท่ากับครั้งนี้ เพราะในกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองหลายครั้ง เช่น การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของแต่ละกลุ่มสีเสื้อ นำมาซึ่งการใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมและการรัฐประหารอีก 2 ครั้ง เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านี้ยังก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สิน ชีวิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่เสียไปนั้นไม่คุ้มกับสิ่งที่ได้มาอย่างยิ่ง เพราะไม่อาจทำให้ประเทศชาติเกิดความสงบและสันติสุขได้แต่อย่างใด
ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามสร้างกระบวนการสร้างสันติสุขและสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ในปี 2553 คณะกรรมการชุดนี้ได้ศึกษาค้นคว้าถึงสาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายมิติพร้อมกับนำเสนอทางออกอันเป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการถึงความสมบูรณ์ของรายงานที่ออกมา
ข้อเสนอถูกส่งตรงมายังรัฐบาล แต่ปรากฏว่ารัฐบาลแต่ละชุดกลับไม่ได้นำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม เมื่อมีการเลือกตั้งเปลี่ยนรัฐบาลครั้งหนึ่ง นโยบายการสร้างความปรองดองก็ตกอยู่ในภาวะหยุดชะงักตามไปด้วย
เมื่อมาถึงยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ประกาศนับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศแล้วว่าจะนำความสุขมาคืนสู่ประชาชน หนึ่งในความสุขที่จะคืนให้คือการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์
ในระยะแรก คสช.และแม่น้ำอีก 4 สายเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องการสร้างความปรองดองอย่างเต็มที่ ทั้งการสร้างศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดยกระบวนการก็เข้าลักษณะเดิม กล่าวคือเมื่อคณะกรรมการของ สปช.เสร็จสิ้นภารกิจและส่งรายงานการศึกษาพร้อมข้อเสนอไปยังรัฐบาล สุดท้ายทุกอย่างเงียบหายไปโดยปริยาย
จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วมปีแล้วที่รัฐบาลกลับมาขับเคลื่อนแนวทางการสร้างความปรองดองด้วยตัวเอง ล่าสุดมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคี (ปยป.)
ต้องยอมรับว่าการปรองดองด้วยการวางรากฐานผ่านการปฏิรูปประเทศ โดยไม่ได้มุ่งไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การนิรโทษกรรมเป็นสำคัญ เป็นวิธีการทำงานที่มาถูกทาง เพราะหากสามารถทำให้ประเทศไม่มีความ
เหลื่อมล้ำ แน่นอนว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แนวทางการทำงานที่สวยหรูกำลังมีคำถามว่า หากคณะกรรมการชุดนี้ทำงานจบภารกิจแล้ว ผลการศึกษาและข้อเสนอต่างๆ จะถูกเก็บเข้าลิ้นชักที่ตึกไทยคู่ฟ้าเหมือนที่ผ่านมาในอดีตหรือไม่
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องทำให้การสร้างความปรองดองเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเสียที ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อมูลที่ผ่านการศึกษาอย่างหลากหลายและรอบด้านสูญเปล่า โดยควรใช้อำนาจทางการเมืองที่ตนเองมีอยู่โดยสมบูรณ์สร้างเครื่องมือให้ทุกฝ่ายยอมรับและเข้าสู่กระบวนการสร้างสันติภาพด้วยความจริงใจ







