
ถ้าโลกนี้ไม่มีการเมือง
ข้อใดคือความหมายของ “การเมือง” ก. การต่อสู้ แข่งขัน แย่งกันเป็นใหญ่ ข. ความรัก ความสามัคคี ความร่วมมือ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ข้อใดคือความหมายของ “การเมือง”
ก. การต่อสู้ แข่งขัน แย่งกันเป็นใหญ่
ข. ความรัก ความสามัคคี ความร่วมมือ
คนส่วนใหญ่น่าจะเลือกข้อ ก. เพราะคุ้นเคยกับความหมายทางด้านร้ายแบบนี้มานาน แต่ความจริงนั้น “ถูก” ทั้ง 2 ข้อ โดยที่ข้อ ข. เป็นความถูกต้องเชิงอุดมคติ ส่วนข้อ ก. ถูกต้องตามที่ปรากฏจริง
การเมืองในความหมายง่ายๆ และตรงไปตรงมาก็คือ “การปกครองดูแลผู้คนในบ้านเมือง” เริ่มต้นจำเป็นจะต้องมี “ผู้ปกครอง” โดยคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้คนที่เหลือเป็น “ผู้ใต้ปกครอง” ในทันที ฐานะของผู้ปกครองจึง “เหนือกว่า” หรือ “มีอำนาจมากกว่า” ผู้ใต้ปกครองโดยปริยาย แม้ในระบอบประชาธิปไตยที่บอกว่าประชาชนหรือผู้ใต้ปกครองนั้นเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของอำนาจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเราก็จะเห็นว่า “ใครใหญ่กว่ากัน” อย่างน้อยก็ใหญ่กว่าประชาชนอยู่ระยะหนึ่งตามระยะเวลาที่ได้เลือกตั้งเข้ามานั้น
การเมืองจึงเป็นเรื่องของ “ความเป็นใหญ่”
มนุษย์เป็นสัตว์ฝูง คือต้องอยู่กันเป็นกลุ่มอย่างที่เรียกว่า “ฝูง” ธรรมชาติของฝูงสัตว์นั้นต้องมีตัวที่เป็นหัวหน้า หน้าที่ที่ธรรมชาติมอบหมายให้นั้นหัวหน้าฝูงต้องปกป้องลูกฝูง ก็เช่นเดียวกับ “ฝูงมนุษย์” ที่หัวหน้าฝูงต้องคอยดูแลความอยู่รอดปลอดภัยให้กับสมาชิกในฝูง วิธีที่ทำกันโดยปกติก็คือต้อง “แสดงความเป็นใหญ่” เช่น ต้องมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โต มีเสียงที่ดังมากๆ หรือมีความแข็งแรงจนไม่มีใครสู้ได้
การเมืองจึงต้องประกอบด้วย “การต่อสู้”
เริ่มแรกที่มีการปกครอง ตั้งแต่ที่มนุษย์อยู่กันเป็นสังคมแบบ “ชนเผ่า” (หมายถึงการร่วมกลุ่มกันของเครือญาติหรือคนเชื้อสายเดียวกัน) มนุษย์ก็ใช้การต่อสู้ในการปกป้องกันและกัน รวมถึงการสร้างสังคมให้ใหญ่ขึ้น เช่น ในการขยายพื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และสร้างที่อยู่อาศัย เกิดเป็นการสู้รบแย่งชิงพื้นที่และตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน บ้างก็ชนะ บ้างก็แพ้ ที่สุดคงมีการเจรจาพูดคุยเป็นสันถวไมตรีกัน กระทั่งชนเผ่าต่างๆ เหล่านี้ได้มารวมตัวกันเป็นสังคมแบบใหม่ ที่เรียกว่าเมืองบ้าง แว่นแคว้นบ้าง อาณาจักรบ้าง มีผู้ปกครองจากการยอมรับของคนในชนเผ่าต่างๆ ที่มารวมกันนั้น ที่ไม่เพียงแต่จะต้องมีความเข้มแข็ง แต่ยังต้องกล้าหาญ เฉลียวฉลาด อันเป็นคุณสมบัติใหม่ๆ ที่คนทั้งหลายต้องการเพิ่มเติมขึ้นมา แต่กระนั้นสังคมการปกครองแบบนี้ก็ยังเน้นการต่อสู้ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของการต่อสู้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สงคราม” ระหว่างเมืองใหญ่ๆ และแว่นแคว้นอาณาจักรทั้งหลายนั่นเอง บางสงครามรบกันเป็นร้อยๆ ปี และแน่นอนว่าทุกสงครามมีความเสียหายมหาศาล
ระบอบการเมืองสมัยใหม่เกิดจากการที่คนเรา “เบื่อการต่อสู้” โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้นักคิดในแนวประชาธิปไตยเห็นว่าการปกครองที่ให้อำนาจแก่คนคนเดียวหรือกลุ่มคนใช้อำนาจเหล่านั้นได้ตามอำเภอใจ ได้ทำให้มนุษย์สูญเสีย “ความเป็นคน” (ที่ภาษากฎหมายใช้คำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”) เพราะทำให้มนุษย์ต้องรบราฆ่าฟันและแย่งชิงทรัพย์สมบัติซึ่งกันและกัน ทั้งนี้นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่าโดยเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องการ “อิสรภาพ” หรือ “เสรีภาพ” ที่หมายถึงความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง อันหมายถึง “ความเป็นใหญ่เหนือตนเอง” นั่นเอง โดยไม่ต้องมีใครมาเป็นใหญ่เหนือตนเองอีกต่อไป
นักคิดแนวประชาธิปไตยได้คัดค้านการใช้ “อารมณ์” หรือความรู้สึกที่เป็นความต้องการเฉพาะตัวของผู้ปกครองมาปกครอง แล้วเสนอว่าควรจะใช้ “เหตุผล” หรือสิ่งที่คนจำนวนมากที่อยู่ใต้ปกครองต้องการร่วมกันนั้นจะดีกว่า และเพื่อที่จะระงับไม่ให้มีการใช้กำลังหรือการต่อสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ในทางการเมืองหรือการปกครอง จึงควรจะนำวิธีการ “ปรึกษาหารือ” หรือให้ผู้คนได้มาพูดคุยกันก่อน ก่อนที่จะตกลงทำอะไรๆ อันเป็นที่มาของระบบรัฐสภา (Parliament มาจาก Parlor แปลว่า ห้องสำหรับนั่งคุยกัน) และเพื่อให้การพูดคุยนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนให้การยอมรับ ก็จะต้องมีการมอบหมาย (Mandate) ให้อำนาจแก่บุคคลที่จะไปพูดนั้นทำหน้าที่ต่างๆ แทนผู้คนที่มอบหมายอำนาจนั้นให้ไป จึงเป็นที่มาของ “ระบบตัวแทน” ที่เรียกผู้ทำหน้าที่เหล่านี้ว่า “ผู้แทนราษฎร” (Representatives) นั่นเอง และจากการให้อำนาจแก่ผู้ปกครองในแบบเก่าที่ปกครองโดยอำเภอใจ หรือ “ตัวข้าคือกฎหมาย” ก็ให้ใช้กฎหมายที่มีการตกลงร่วมกันในระหว่างตัวแทนของราษฎรเหล่านั้น โดยมีกฎหมายหลักที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ไว้กำกับ แล้วเรียกสิ่งนี้ว่า “ระบบนิติรัฐ”
แต่มนุษย์ก็ยังรบกันและมีสงครามไม่สิ้นสุด
ระบอบประชาธิปไตย ได้ก่อให้เกิด “สงครามแย่งชิงประชาชน” เพราะความต้องการที่จะให้ประชาชนมานิยมและสนับสนุนฝ่ายของตน ระบบพรรคการเมืองได้นำมาซึ่งความแตกแยกร้าวฉาน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีค่ายแยกตามอุดมการณ์ หรือในสมัยใหม่ก็คือ “นโยบายของพรรค” ที่ส่งผลกระทบถึงระบบการเลือกตั้ง โดยในประเทศที่ยังล้าหลังก็จะมีการทุจริตโกงกันมโหฬาร ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจกับพลังทางสังคมอย่างมหาศาล เพื่อจะเอาชนะกันแบบ “เอาเป็นเอาตาย” นั้น แม้ว่าจะมีกติกาภายใต้ระบบนิติรัฐที่คิดว่ารัดกุมอย่างพอเพียงแล้ว แต่ที่สุดก็แพ้เล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์
ผู้เขียนไม่ได้ต้องการที่จะรื้อฟื้นสังคมการเมืองแบบ “โลกพระศรีอาริย์” หรือ “ยูโทเปีย” เพียงแต่อยากจะชวนท่านทั้งหลายมาคิดต่อยอดจากนักคิดแนวประชาธิปไตยเหล่านั้น ซึ่งที่จริง “เดินมาถูกทาง” แล้ว เพียงแต่ว่ายังเดินไปบนถนนที่ใช้ “วัสดุไม่ดี”
เรามาลองนึกว่า ถ้าไม่มีระบบพรรค ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีนักการเมือง หรือที่สุดคือ “ไม่มีการเมือง” เลยนั้น ประชาธิปไตยจะดีขึ้นหรือไม่ และโลกนี้จะน่าอยู่เพียงไร
ขอเอาไปขยายอีกขยักสัปดาห์หน้าครับ







