posttoday
แบบอย่างนักพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9

แบบอย่างนักพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9

28 ธันวาคม 2559

โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม

โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม

ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ 70 ปีนั้น พระองค์ทรงเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดารตามชนบท โดยการเข้าไปหาประชาชนทุกแห่งหน ทรงศึกษาสภาพชีวิตความเป็นอยู่และทรงศึกษาปัญหาของราษฎรอย่างเข้าถึงและเข้าใจ โดยการใช้หลักการรับฟังอย่างตั้งใจ และการทรงงานอย่างมีส่วนร่วมกับราษฎร อันถือเป็นแบบอย่างให้กับนักพัฒนา นักสังคมที่ทำงานกับประชาชนในชุมชนต่างๆ ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด เป็น “ในหลวง กษัตริย์นักพัฒนา” ที่ทรงปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างในกระบวนการทำงานที่น่าจะน้อมนำมาเป็นบทเรียนรู้สำคัญๆ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ทรงเป็นแบบอย่างของการศึกษาข้อมูลล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เราจะเห็นภาพที่คุ้นตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นก็คือ พระองค์ทรงศึกษาข้อมูลเอกสาร แผนที่ เพื่อให้ทราบถึงสภาพในชุมชนท้องถิ่น โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ นักวิชาการของส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมีส่วนร่วมกับราษฎรในพื้นที่ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จฯ ไปยังพื้นที่จริง นั่นก็คือ การศึกษาข้อมูลล่วงหน้า

ประการที่สอง ทรงเป็นแบบอย่างของการค้นหาข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้เรียนรู้ปัญหาที่แท้จริง เราจะเห็นว่าเมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปถึงพื้นที่ต่างๆ แล้ว พระองค์จะทรงหาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและข้อมูลปัจจุบัน โดยพระองค์จะทรงไต่ถามจากประชาชนถึงสภาพของหมู่บ้าน สภาพการประกอบอาชีพ สภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ และการคมนาคม เป็นต้น พระองค์ทรงสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าจะพัฒนาได้นั้นด้วยพระองค์เอง เพื่อได้เรียนรู้สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง พร้อมกับทรงสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประกอบ เพื่อนำมาวิเคราะห์และตัดสินใจดำเนินการ

ประการที่สาม ทรงเป็นแบบอย่างของการปรึกษาหารือและการวิเคราะห์ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเช่นกัน โดยเฉพาะการปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานฝ่ายต่างๆ ถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับทรงคำนวณ วิเคราะห์ถึงการดำเนินการที่จะได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุน ก่อนที่พระองค์จะทรงมีพระราชดำริให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณารายละเอียดในการดำเนินงานตามโครงการต่อไป

ประการที่สี่ ทรงเป็นแบบอย่างของงานพัฒนาที่ต้องระเบิดจากข้างใน ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน โดยเฉพาะการให้คนในชุมชนมีความสามารถในการพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนในชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชน ซึ่งบุคคลภายนอกที่จะเข้าไปพัฒนาในชุมชน จะต้องตระหนักถึงความพร้อมของชุมชนที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่เป็นเพียงการนำความเจริญจากภายนอกหรือบุคคลภายนอก เข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านโดยไม่รู้เท่าทัน หรือไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว ที่สำคัญควรจะตระหนักถึงศักยภาพของชุมชนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุนภายในชุมชน ภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่จะพัฒนาตนเอง เป็นต้น

ประการที่ห้า ทรงเป็นแบบอย่างของงานพัฒนาที่ต้องทำเป็นลำดับขั้น เราจะพบเห็นว่า ในการทรงงานในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นของประชาชนที่สุดก่อน นั่นก็คือ การวางพื้นฐานความพอมีพอกินของประชาชนเป็นเบื้องต้น แล้วค่อยสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป ดังพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2517 ความว่า

“การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นเบื้องต้นก่อน ใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว  จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยาก ล้มเหลวได้ในที่สุด”

ประการที่หก ทรงเป็นแบบอย่างของการติดตามความก้าวหน้าโครงการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาในการดำเนินโครงการต่างๆ นั้น เราจะเห็นว่าพระองค์จะเสด็จฯ ไปยังพื้นที่โครงการด้วยพระองค์เอง เพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้าและทรงติดตามผลงานโครงการที่ให้มีการดำเนินงาน เพื่อจะรับรู้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทั้งนี้พระองค์จะทรงแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหา ให้งานของโครงการดำเนินไปได้ด้วยดี ซึ่งเราจะเห็นโครงการพัฒนาที่เข้าไปแก้ไขปัญหาของราษฎร หลายโครงการเป็นไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นแบบอย่าง (Best Practice) ในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจนหรือความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น

ประการที่เจ็ด ทรงเป็นแบบอย่างของนักพัฒนาในการทำง่าย (Simplicity) ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศโดยรวมของชุมชนนั้นๆ อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎแห่งธรรมชาติเป็นแนวทาง ซึ่งนับว่าเป็นพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระองค์

ประการที่แปด ทรงเป็นแบบอย่างของการรู้จักประมาณตน ได้แก่ การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญาและความสามารถด้านไหน เพียงใด และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร ซึ่งการรู้จักประมาณตนนี้จะทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ได้ถูกต้องเหมาะสมกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้ยิ่งสูงขึ้น และนอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสอนเรื่อง “การประหยัด” ดังพระราชดำรัสว่า “การประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดี ไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ประหยัดเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย”

ประเด็นเหล่านี้ถือว่าเป็นแบบอย่างที่สำคัญ ซึ่งพระองค์ทรงทำให้เป็น “แบบอย่างของกษัตริย์นักพัฒนา” ที่พสกนิกรในฐานะนักพัฒนาและนักสังคมในตำแหน่งต่างๆ ควรนำไปเป็นแบบอย่างแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน