posttoday
พาณิชย์-คลังกุญแจสำคัญ ชี้ขาดนโยบายทรัมป์รุ่งหรือร่วง

พาณิชย์-คลังกุญแจสำคัญ ชี้ขาดนโยบายทรัมป์รุ่งหรือร่วง

28 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เลือกคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาด้านต่างๆ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว โดยสำหรับตำแหน่งสำคัญด้านเศรษฐกิจนั้น ทรัมป์ได้เลือก “วิลเบอร์ รอสส์” นักลงทุนชื่อดังเข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากในการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ และเลือก “สตีเฟน มนุชิน” อดีตนายแบงก์แห่งโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดัง รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์

สำหรับรอสส์นั้น ทีมหาเสียงของทรัมป์เปิดเผยว่า รอสส์ซึ่งรับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ จะคอยดูแลและควบคุมนโยบายด้านการค้าทั้งหมดและมีแนวโน้มจะลดความสำคัญของผู้แทนการค้าสหรัฐ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของประธานาธิบดีโดยตรง และเป็นตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งในสมัยของประธานาธิบดี บารัก โอบามา โดยผู้แทนการค้าก็เป็นผู้เดินหน้าเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)

เพราะฉะนั้น รอสส์จึงกลายเป็นผู้คอยดูแลด้านการเจรจาทางการค้าไปโดยปริยาย โดยจากประวัติการทำงานของรอสส์ พบว่ามีความรอบรู้เกี่ยวกับธุรกิจในเอเชียจากผลงานการลงทุนในเอเชีย เช่น การเป็นที่ปรึกษาหลังวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียปี 1998 ให้กับฮัลลา กรุ๊ป ซึ่งเป็นเครือบริษัทขนาดใหญ่อันดับ 12 ของเกาหลีใต้ขณะนั้น จนสามารถปรับโครงสร้างสำคัญและได้รับรางวัลเหรียญประกาศเกียรติยศจากอดีตประธานาธิบดี คิมแดจุง นอกจากนี้ รอสส์ยังมีชื่อเสียงในด้านการซื้อกิจการที่ใกล้ล้มเหลวมาในราคาถูก เพื่อช่วยฟื้นฟูและปรับโครงสร้าง ก่อนขายบริษัทดังกล่าวที่มีมูลค่าเพิ่มในภายหลัง

ที่สำคัญที่สุด คือ รอสส์มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ช่วยจัดการเตรียมการระหว่างการพบปะนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น และว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือน พ.ย. หลังทรัมป์ได้รับชัยชนะ และยังเป็นการพบปะกันในระดับผู้นำแรกของว่าที่ประธานาธิบดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้รอสส์จะเคยแสดงการสนับสนุนทีพีพีว่าจะช่วยเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์ระบุว่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งทอเวียดนามได้ประโยชน์ในการเปิดทางสู่ตลาดสหรัฐให้มาเป็นตลาดใหญ่ควบคู่กับตลาดปัจจุบันอย่างจีนได้ แต่รอสส์กลับเปิดเผยในภายหลังว่า สหรัฐจำเป็นต้องมีการเจรจาอย่างฉลาดและแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกับประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย

การขาดดุลการค้ากับเอเชียของสหรัฐในรอบ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) ในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา รับตำแหน่ง โดยมาอยู่ที่ 5.49 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 โดยการค้ากับเกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์ใช้เป็นตัวอย่างในการโจมตีข้อตกลงการค้าเสรี เพิ่มขึ้นจาก 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) ในปี 2008 มาอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.8 แสนล้านบาท) ในปี 2016

ความคิดเห็นของรอสส์ล่าสุดจึงสอดคล้องกับทรัมป์ โดยว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกันมีแนวคิดว่า “อเมริกามาก่อน” หรือหมายถึงการยึดประโยชน์ของสหรัฐไว้เป็นหลัก ส่งผลให้จุดยืนของรอสส์จะเปลี่ยนไปจากการเป็นผู้ช่วยเหลือธุรกิจในเอเชียขณะยังเป็นนักธุรกิจ มาเป็นผู้ช่วยดำเนินการนโยบายการค้าของทรัมป์ในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์ และนโยบายการค้าของทรัมป์ก็ไม่ใคร่เป็นมิตรกับการค้าของเอเชียนัก

ทรัมป์ยังเลือก ปีเตอร์ นาวาร์โร นักเศรษฐศาสตร์ ดีกรีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “Death by China” ขึ้นมาเป็นตัวแทนการค้าของสหรัฐ โดยแม้ทีมทรัมป์จะส่งสัญญาณว่าผู้แทนการค้าจะไม่มีบทบาทมากเท่ารัฐมนตรีพาณิชย์ แต่การเลือกนาวาร์โรซึ่งวิพากษ์วิจารณ์จีนผ่านการเขียนหนังสือจำนวนหลายเล่มมาเป็นเวลานานกว่า 15 ปีนั้น ก็กลายเป็นสัญญาณที่บ่งชี้
ว่าทรัมป์เอาจริงกับเรื่องนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับจีน

ในด้านของ สตีเฟน มนุชิน ว่าที่รัฐมนตรีคลังคนใหม่ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลักดันเศรษฐกิจของสหรัฐตามนโยบายของทรัมป์ เช่น การลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เป็น 15% และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) โดย บิซิเนสอินไซเดอร์ รายงานว่า มนุชินนั้นเป็นผู้มีแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเน้นการผลักดันอุปทาน (Supply-Side) ซึ่งเน้นการลงทุนทางการคลังอย่างการปรับลดภาษี

แนวคิดดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนามของ “เรแกนโนมิกส์” หรือนโยบายเศรษฐกิจของอดีตประธานาธิบดีคนที่ 40 ของสหรัฐอย่าง โรนัลด์ เรแกน ซึ่งรับตำแหน่งในปี 1981 โดยในสมัยนั้นนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการส่งเสริมแรงซื้อสินค้าและบริการ (Demand-Side) ไม่สามารถใช้ได้ผล เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 12% จึงไม่สามารถกระตุ้นแรงซื้อเพิ่มจนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีกได้

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนยังเห็นแย้งต่อแนวคิดการผลักดันอุปทาน โดย เดวิด สต็อกแมน อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เคยวิพากษ์วิจารณ์เมื่อปี 1981 ว่า แนวคิดดังกล่าวจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจจากการปรับลดภาษี นำไปสู่การลงทุนและสร้างงาน ซึ่งจะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์

ขณะเดียวกันการปรับลดภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลยังมาพร้อมกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยคณะกรรมการเพื่อการใช้งบประมาณรัฐอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร  คาดการณ์ว่านโยบายของทรัมป์จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากอีก 5.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 185 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นจาก 77% ของขนาดเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็น 105% ภายในช่วงเวลา 10 ปี

การจะปรับลดภาษีไปพร้อมกับการใช้จ่าย สร้างความไม่พอใจให้กับพรรครีพับลิกันบางคน เช่น คริส คอลลินส์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ที่ระบุว่าภาระหนี้สาธารณะจะตกไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานผ่านการปรับลดภาษีเพื่อดึงดูดให้ภาคธุรกิจที่มักหลีกเลี่ยงภาษีในสหรัฐไปตั้งบริษัทในประเทศที่อัตราภาษีถูกกว่า กลับเข้ามาหาสหรัฐ

“สิ่งที่คุณได้ยินทรัมป์พูดครั้งแล้วครั้งเล่า คือการมุ่งสร้างหนี้ 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะห้อยคอลูกหลานของเราต่อไป ผมคิดว่านั่นบอกสิ่งที่คุณต้องการรู้” คอลลินส์ กล่าว

นอกจากนี้ แนวคิดเน้นการผลักดันอุปทานโดนโต้แย้งในเรื่องการสร้างอุปทานอย่างการลดภาษี จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นแรงซื้อเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ตลาดต่างคาดการณ์กันว่าทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีหน้า และจะจุดชนวนให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะกับมาเลเซีย ซึ่งเผชิญปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศไม่ค่อยดีนัก ทั้งราคาสินค้าส่งออกหลักอย่างน้ำมันปาล์มปรับตัวลง และค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินริงกิตร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 18 ปี หรือนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชีย เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐเดินหน้าแข็งค่าขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจะสร้างความยากลำบากให้กับนโยบายด้านการค้าของทรัมป์ที่พยายามจะลดการขาดดุลการค้า เนื่องจากข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบในด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะเอื้อประ่โยชน์เชิงมูลค่าให้กับประเทศที่มีค่าเงินอ่อนกว่า

ดังนั้น งานหนักสำหรับ “ทีมทรัมป์” ในปัจจุบัน คือการพยายามทำนโยบายของทรัมป์ให้สำเร็จลุล่วง และจะเผชิญความท้าทายอีกมากในอนาคต ทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น หรือการหั่นภาษีควบคู่ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้