posttoday
บิ๊กตู่ขอทุกฝ่ายน้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" มาประยุกต์ใช้

บิ๊กตู่ขอทุกฝ่ายน้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" มาประยุกต์ใช้

23 ธันวาคม 2559

นายกฯขอทุกฝ่ายน้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นหนทางสู่การพัฒนายั่งยืน

นายกฯขอทุกฝ่ายน้อมนำ "ศาสตร์พระราชา" มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นหนทางสู่การพัฒนายั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน"ว่า ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้รัฐมนตรีซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ เฝ้าทูลอะอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ในโอกาสนี้ผมขออัญเชิญ กระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร อันมีใจความสำคัญ เป็นสิริมงคล แก่คณะรัฐมนตรี และปวงพสกนิกร ทุกหมู่เหล่า ผมเห็นว่าพวกเราทุกคน ควรได้ระลึกและรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม น้อมนำไปสู่การปฏิบัติ สรุปใจความได้ว่า...

“...ขอให้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยให้ศึกษาวิเคราะห์พระราชดำริและแนวทางพระราชทาน นานัปการ ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ผ่านมา รวมทั้ง พระราชกรณียกิจ ที่ทรงปฏิบัติมาสำหรับประยุกต์ใช้ ในการบริหารราชการแผ่นดิน,  การประกอบกิจการ  และการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในความรับผิดชอบ รวมทั้งยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดี ในกิจวัตรประจำวัน อันจะเป็นสิริมงคลเป็นพระคุ้มครอง และเป็น “แสงสว่างนำทาง” ให้แก่ปวงชนชาวไทย ทุกคน ตลอดไป

เพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทั้งปวง อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานใดๆ ย่อมมีปัญหา ย่อมมีอุปสรรค ก็ขอให้ปรึกษากัน หาข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ทันกาล เหมาะสมกับสถานการณ์และมีเหตุผล  ทั้งนี้ปัญหาและอุปสรรค เหล่านั้น นอกจากจะเป็นเสมือน “บททดสอบ บทเรียน” แล้ว ยังจะเป็นสิ่งที่ช่วย “เพิ่ม” ความสามารถให้กับเราทุกคนด้วย ดังนั้น ต้องมีความตั้งใจ มีขันติ มีความอดทน ตลอดจนมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาปัญหาและแก้ไขให้รอบคอบ ก็จะได้ผลต่อประเทศ และเป็นบุญเป็นกุศล กับตนเองด้วย...” นะครับ

“ศาสตร์พระราชา” ถือว่าเป็น “ตำราแห่งชีวิต” เพราะบันทึกจากประสบการณ์ จากการทรงงาน ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ทุกมิติ ผมขอชื่นชนสื่อทุกแขนง ที่ได้นำเสนอในรูปแบบต่างๆ สู่สายตาประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ ให้รับรู้เข้าใจ ได้ลึกซึ้งและถ่องแท้มากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถน้อมนำไปสู่การปฏิบัติได้ เป็นอย่างดี

ในส่วนของรัฐบาล ได้ดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่สำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ และสัตว์ป่า โดยการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ที่มีหลักการครอบคลุม “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” ไปประยุกต์ใช้ อย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาสมดุล และสร้างความยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมานั้น มีผลการดำเนินงานที่เป็น “รูปธรรม” กว่าอดีตที่ผ่านมามากพอสมควรนะครับ อาทิเช่น...

1. ด้านป่าไม้ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว  ตั้งเป้าหมายที่ ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ใน 20 ปีข้างหน้า ด้วยมาตรการหลัก ได้แก่

(1) การป้องกันการบุกรุกพื้นที่ “ป่าสมบูรณ์” จำนวน 102 ล้านไร่ ไม่ให้การบุกรุกป่าเกิดขึ้นอีกต่อไป ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง

(2) การบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพล เพื่อทวงคืนผืนป่าและฟื้นฟูพื้นที่ป่า ปัจจุบันได้มีการยึดพื้นที่ป่าคืนแล้ว ราว  4.3 แสนไร่ นำมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการบริหารจัดการที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่อย่างจำกัดนะครับ ให้เกิดความพอเพียงในอนาคต

(3) การตั้งศูนย์ฟื้นฟู “ป่าต้นน้ำ”  ในพื้นที่วิกฤต 13 จังหวัด และป้องกันการบุกรุกพื้นที่ซ้ำ

(4) การจัดตั้งพื้นที่ “ป่าชุมชน” 4,000 แห่ง เพื่อให้ประชาชนช่วยดูแลรักษาป่า และสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างเกื้อกูลกัน ร่วมกันปลูกป่า หรือทำให้ประชาชนได้ร่วมในการดูแลรักษาให้อยู่รอดได้ด้วยนะครับ

(5) การส่งเสริมให้ปลูก “ป่าเศรษฐกิจ” เพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง ได้มีการลง ทะเบียนสวนป่า ผ่านระบบออนไลน์ ที่สะดวกและรวดเร็วและลดปัญหาการประพฤติมิชอบ

(6) การแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ “ป่าอนุรักษ์” ราว6 ล้านไร่ ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 20 ปีนะครับ ด้วยการกำหนดกลุ่มและวิธีดำเนินการ ตามกระบวนการทางกฎหมาย ที่ชัดเจน ควบคู่กันไป สำคัญที่สุดนะครับ ประชาชนต้องเป็นหลักในการดูแลรักษาป่า ปลูกป่าเพิ่มเติมและใช้ประโยชน์ ได้อย่างพอเพียงนะครับ

2. ด้านการจัดการที่ดินสำหรับเกษตรกร และผู้ที่มีรายได้น้อย ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ โดยได้จัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ในปี 2560 จำนวน 4 แสนกว่าไร่ ใน 52 จังหวัด ก็ขอให้รวมกลุ่มกันได้ด้วยนะครับ

3. ด้านทรัพยากรน้ำประกอบด้วย (1) พื้นที่ในเขตชลประทาน โดยการพัฒนาระบบกระจายน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทาน 1.4 ล้านไร่ และเกษตรบาดาล กว่า 3 แสนไร่ และ (2) พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยการขุดลอก คู คลอง หนอง บึง ตามธรรมชาติ กว่า  700 แห่ง,  การขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร 1,700 บ่อ, การฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กว่า 100 แห่งและการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้เป็นผู้บริหารจัดการ และดูแลรักษาเอง เป็นต้นนะครับ เหล่านี้ต้องใช้เวลาในการที่จะต้องทำต่อไปนะครับไม่เพียงพอ

4. การดูแลเรื่องสัตว์ป่านะครับ ผลการดำเนินงาน ตามมาตรการต่างๆ ที่มีมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับ จากหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จนมีผลตอบรับใน “เชิงบวก” ได้แก่ (1) กรณีของ “ม้าน้ำ” ประเทศไทยได้รับการถอดรายชื่อออกจากกระบวนการทบทวนมาตรการการค้า และ(2) กรณีของ “ช้าง” ประเทศไทยได้รับการเลื่อนสถานะที่ “ดีขึ้น” เกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย ของ CITES เป็นต้นนะครับ

ด้วยองค์ความรู้จาก “ศาสตร์พระราชา” สอนให้เรารู้ว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น นอกจากเราจะต้องรักษาสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยจะต้องไม่มองข้าม “มิติสิ่งแวดล้อม” ด้วยแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการ คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ฐานราก” เหมือน “เสาเข็ม” ถึงแม้ไม่มีใครมองเห็น อาจถูกลืม แต่เป็นโครงสร้าง “พื้นฐาน เริ่มแรก” ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ชุมชน” ซึ่งเป็น “ฐานราก” ของประเทศนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงกำชับว่า “บทเรียนบทแรกก็คือ ให้ชาวบ้านเป็นครู” และ ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้น “การระเบิดจากข้างใน” ซึ่งไม่ใช่การยัดเยียด จากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ

วันนี้ ผมขอยกตัวอย่าง “ชุมชนบ้านหัวอ่าว” จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ “ต้นแบบ”  ได้น้อมนำ “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” มาแก้ ปัญหา “ร่วมกัน” ของชุมชน จากเดิมที่ดำรงชีวิตด้วย “วิถีเกษตรที่พึ่งพิงธรรมชาติ” แต่เพียงอย่างเดียว ปริมาณผลผลิตขึ้นอยู่กับ ดิน-ฟ้า-อากาศ  รวมทั้ง โรค-แมลง-และศัตรูพืช ที่ผลักดันให้หันไปพึ่งพาปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ซึ่งนอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตสูง กระทบต่อรายได้ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และการกู้เงินนอกระบบ จนบางครัวเรือนต้องขายที่ดินเพื่อปลดหนี้ ต้องเช่านาทำกิน แล้วยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โรคร้ายคุกคาม ร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน อายุสั้นลง และทรัพยากรดินเสื่อม แหล่งน้ำและอากาศเป็นพิษ

แต่ภายหลังจากการรวมกลุ่มกันเองของชาวชุมชน จากกลุ่มเล็กๆ ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากกลไก “ประชารัฐ” เพิ่มเติมนะครับ ทำให้เกิดเป็นภาคีเครือข่าย ภาคราชการ  ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง เริ่มจากการปฏิเสธปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง แล้วหันมาผลิตปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยไส้เดือน ทั้งผลิตใช้เอง และผลิตขาย นอกจากช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้สารเคมีต่างๆ แล้ว ยังลดค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 2,000 – 3,000 บาทต่อครัวเรือน

จากนั้น ได้ยกระดับความสำเร็จต่อไปในเรื่อง (1) การปรับสภาพและดูแลรักษาดิน (2) การทำบัญชีครัวเรือน (3) การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภค “สินค้าเกษตรอินทรีย์” ทั้งร้านอาหารและโรงแรมเจ้าประจำ (4) การเปิดช่องทางการตลาดใหม่ เช่นการประชาสัมพันธ์ เช่น ตลาดนัดสุขใจ และตลาด Online (5) การได้รับใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นมาตรฐานสากล และ(6) การจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่” ตามแนวทางพ่อหลวง เพื่อให้การบริการ ทั้งในและนอกชุมชน ประกอบด้วย แปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์, การเลี้ยงปลาในร่องสวน, ธนาคารต้นไม้, โรงสีชุมชน  และการปลูกมะนาว ด้วยผักตบชวาแทนดิน เป็นต้น

ทั้งนี้ “ปัจจัยสู่ความสำเร็จ” ดังกล่าวประกอบไปด้วย (1) วิสัยทัศน์และการเป็นแบบอย่างที่ดี ของผู้นำ แกนนำ กรรมการหมู่บ้าน (2) ความร่วมแรง ร่วมใจ และความมุ่งมั่น รับผิดชอบในหน้าที่ และบทบาทของแต่ละคน (3) เวทีประชาคมที่เข้มแข็ง เน้นการมีส่วนร่วม รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุ่งให้การช่วยเหลือและร่วมแก้ปัญหา รวมทั้งความมีวินัยและเคร่งครัดในกฎกติกาของหมู่บ้าน และ (4) การใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือ ในการสานความสัมพันธ์ สมาชิกหมู่บ้าน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เข้าด้วยกัน เหล่านี้เป็นต้น

จากตัวอย่าง “ชุมชนต้นแบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง” นี้ มีอีกคุณสมบัติสำคัญของชาวบ้านหัวอ่าว ก็คือ “ความใฝ่รู้”  นิยมการแสวงหาความรู้ และการพัฒนาตนเอง ด้วย “การอ่าน” ทั้งจากหนังสือและสื่อโซเชียล ที่เป็นประโยชน์  ช่วยเพิ่มแนวคิด รับฟัง โต้ตอบ เสนอความคิดเห็น  ไม่ใช่ฟังแต่คนอื่นอย่างเดียว แล้วไม่มีภูมิความรู้เป็นของตนเองเลยนะครับ มันก็ไม่เกิดการสื่อสาร 2 ทาง

ดังนั้น ผมอยากสนับสนุนให้คนไทย ทุกคน “รักการอ่าน” อันเป็นพื้นฐาน ในการสร้างแนวคิด เป็นคนมีเหตุมีผล ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของตนเองให้ลุล่วง เกิดความร่วมมือกับรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ในที่สุด นะครับ

วันนี้นั้น ผมอยากจะแนะนำหนังสือ ชื่อ“คุณธรรม จริยธรรม กับศีลธรรม จากมุมมองของปรัชญา” ของ ศ.ดร.ทินพันธ์ นาคะตะ  ซึ่งกล่าวถึง ความรู้จักผิดชอบชั่วดีของคน และการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ อย่างเป็นปกติสุข  ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาใด ล้วนมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผลในตัวเอง

ในช่วงท้ายของหนังสือก็ได้กล่าวถึง “จรรยาบรรณ” ในอาชีพต่างๆ ของไทย ทั้งนักการเมือง, ข้าราชการ, ศาล, ตำรวจ, แพทย์, สื่อมวลชน, ครู  อาจารย์ ฯลฯ  ซึ่งต่างก็มีบทบาท  หน้าที่ ที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อสังคม ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การดำรงตนให้อยู่ในกรอบ ในกฎเกณฑ์ ของทุกคน ทุกฝ่าย ย่อมช่วยให้สังคมมีแต่ความสุข ความเจริญร่วมกัน หากไม่อยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมจะมีบทลงโทษกำกับไว้เสมอ โดยทุกคนในสังคมนั้นๆ ต่างก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ “เดียวกัน” ทั้งสิ้น ลองหาอ่านดูนะครับ เราจะได้เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างยั่งยืน สันติ และสงบสุขได้ในอนาคต

สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ในวันนี้ ก็คือ การพัฒนาตนเอง ไปสู่คนที่มีหลักการ และเหตุผล  ใช้สติปัญญาในการคิดวิเคราะห์ ใคร่ครวญ รู้จักแยกแยะ จัดกระบวนการคิดของตนเอง  แยกให้เป็นกลุ่มความคิดต่างๆ อาทิเช่น สิ่งนี้ทำแล้วจะเกิดเป็นประโยชน์เพื่อใคร เพื่อตนเอง หรือเพื่อคนอื่น  หรือเพื่อทั้ง 2 อย่าง

เราน่าจะมีส่วนร่วมอย่างไรบ้างนะครับ อย่างน้อย ก็พยายามฟังในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองบ้าง  จะได้รู้ความเป็นมาเป็นไปของสถานการณ์รอบตัว ในปัจจุบัน ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยข้อมูล ที่ดี  ถูกต้อง และไม่ดี  ไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือน  ใครหลายคนอาจตัดสินใจไม่ได้นะครับ  หรือตัดสินใจบนความยากลำบาก เพราะข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน  จนคนเหล่านั้น อาจต้องใช้ความรู้สึก ความชอบ ในการตกลงใจ แล้วทำอะไรลงไปนะครับ

หากถูกชี้นำ โดยคนดีดี ข้อมูลถูกต้อง ทุกอย่างก็จะเป็นคุณ  แต่หากถูกชี้นำ ด้วยคนไม่ดี มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ กอปรกับมีวาระซ้อนเร้นแล้ว ก็จะนำไปในทางเสื่อมนะครับ  เสียโอกาส สำหรับตนเอง และส่วนรวมได้

วันนี้ เราต้องช่วยกันคิด พิจารณาว่า ประเทศไทยของเรานั้นกำลังติดกับดักอะไรบ้าง และด้วยเหตุผลใดนะครับ  อาทิเช่น...

1. ความเคนชิน  การไม่เคารพกฎหมาย  ความไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบของสังคม  การที่ชอบทำอะไรที่มักง่าย สบายๆ เป็นพวก “สะดวกนิยม”  อาทิเช่น ขับรถสวนเลน, ข้ามถนนใต้สะพานลอย, จอดซื้อของในพื้นที่ห้ามจอด เหล่านี้เป็นต้นนะครับมีหลายอย่าง  สิ่งเหล่านี้ นำไปสู่ปัญหาการจราจร และอุบัติเหตุ  ความ เห็นแก่ตัวของคนบางคน ซึ่งอานส่งผลเสียต่อคนอีกหลายคน  รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ให้กับลูกหลาน ที่อยู่โดยรอบข้างด้วย นะครับ

2. การทำความผิด โดยเลือกที่จะทำเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน และความสะดวกรวดเร็ว เป็นต้น  อาทิเช่น การยอมจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ฉ้อฉล เพื่อการอำนวยความสะดวก  หรือให้ค่าตอบแทน ให้กับผู้ที่เรียกรับผลประโยชน์ ในลักษณะสมยอม แล้วก็มาพูดให้ร้ายระบบ ให้ร้ายประเทศ  แบบนี้ ผมก็อยากจะถามว่า แล้วเราไปให้เขาทำไม ก็จะต้องมาร้องทุกข์ ร้องเรียน แจ้งความเอาผิดนะครับ ฉะนั้นถ้าเรายังให้เขาอยู่ แล้วเรามาพูดมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ก็ขอให้มาร้องทุกข์ร้องเรียนนะครับ เราต้องเคารพตนเอง  เคารพกติกา รู้จักรอ รู้จักอดทนเสียบ้างนะครับ  ไม่งั้นเราก็โวยวายโทษแต่คนอื่นร่ำไป  แต่พอตนเองได้รับประโยชน์ ก็ “เงียบเฉย” นะครับ

3. พื้นฐานความรู้ การเรียนรู้ ที่ไม่เท่าเทียมกัน  ด้วยการขาดโอกาส  หรือเคยมีโอกาสแต่ก็ไม่ใส่ใจ  หรือไม่รู้จักแสวงหาทั้งๆ ที่ความรู้มีอยู่รอบตัวนะครับ อย่างที่ผมบอกไปแล้ว  ควรรับฟังคนอื่นเขาบ้าง   ทั้งจากการศึกษาในห้องเรียน นอกห้องเรียน ในบ้านวัด โรงเรียน ชุมชนต่างๆเหบ่านั้นนะครับ จากการอ่านหนังสือทั่วไป หนังสือพิมพ์ การดูโทรทัศน์ การฟังวิทยุ จากอินเตอร์เน็ต จากสื่อออนไลน์ เป็นต้น  โดยเลือก “เสพความรู้” จากสื่อที่เชื่อถือได้ และแหล่งข้อมูลของทางราชการที่ “เป็นกลาง”

รวมทั้ง การตรวจสอบเพื่อยืนยัน “ความถูกต้อง” จากหลายๆ แหล่ง ก็จะทำให้เกิด “ปัญญา” โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง และประเทศชาติ  ถ้าพวกเราไม่สามารถทำได้ตามนี้แล้ว ก็เป็นการยากที่จะพัฒนาตนเอง รวมทั้งยากที่จะทำความเข้าใจกัน แล้วก็กลับนำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ฟังกัน  ผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับก็ไม่ได้รับเพราะไม่ได้ฟัง นะครับ

4. สมาธิไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนยาว บางคนมากบ้าง น้อยบ้าง   แตก ต่างกันไป  ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องของตนเอง ก็ไม่สนใจ  ไม่ตั้งใจฟัง ก็ไม่รับฟัง ก็เลยไม่รับรู้ ว่าอะไรคืออะไร  ในวันนี้นะครับ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สิ่งใดที่เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม ประชาธิปไตยที่ถูกต้องคืออะไร ถ้าเรายังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ “ลึกซึ้ง – ถ่องแท้” จะทำให้เราติด “กับดักประชาธิปไตย” เหมือนทุกวันนี้นะครับ  ยังมีการถกเถียงกันไม่สิ้นสุด  คงวนเวียนและเข้าใจเพียงแต่ว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเป็นหลัก

มีหลายอย่างนะครับประกอบกัน เมื่อมีรัฐบาลแล้ว ก็จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือ ทวงสัญญาจากการหาเสียง หรือ “สัญญาว่าจะให้” โดยไม่ยอมสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ชุมชน และสังคม มันก็จะเป็นช่องทางให้กับ “นักธุรกิจการเมือง” เข้ามาลงทุนนะครับ  ผมหมายความถึงว่าที่ไม่ดีนะครับ  อาจจะเข้ามาได้จากการเลือกตั้ง แล้วมีการกอบโกยผลกำไร ในอำนาจหน้าที่  เป็นความบกพร่องที่ผมพยายามให้สติกับสังคมไทย ในวันนี้ และตลอดมานะครับ  เพื่อให้คนไทยรู้จักพัฒนาตนเอง และพัฒนาประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทยร่วมกันนะครับ

เราลองช่วยกันพิจารณาหาความแตก ต่างในทางที่ดี ระหว่างวันนี้กับอดีตที่ผ่านมานะครับ ว่ามีอะไรดีขึ้นมาบ้าง   อาจจะมีบางอย่างมากบ้าง น้อยบ้าง หรือกำลังเริ่มต้น  อาทิเช่น...

1. การพัฒนารถไฟไทย  ซึ่งซบเซามานาน 60 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการสร้างเส้นทางเพิ่มเติม และ 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ  รัฐบาลนี้ได้เดินหน้า จัดซื้อจัดจ้างขบวนรถด่วน 115 คัน ได้สำเร็จ  ถูกกว่าวงเงินที่กำหนดไว้  กว่า 300 ล้านบาท  โดยทราบว่าขณะนี้รถไฟชั้นหนึ่ง สายเหนือ รุนใหม่นะครับ มีการจองตั๋วล่วงหน้าเต็มแล้ว 6 เดือน 

ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับปรุงรถไฟชั้นสาม จำนวน 20 คัน และจะทยอยทำให้ครบ 148 คัน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้ บริการ ให้มีความสะดวก สบาย สะอาด  ปลอดภัย แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในทุกเส้นทางนะครับในการที่จะเข้าถึงการบริการ  ระบบขนส่งธารณะทีดีมีคุณภาพ  ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม  และเป็นการพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน 

สิ่งที่กำลังเดินหน้าต่อไปก็คือ 1.การพัฒนาทางคู่ให้ครบ 2,500  กว่ากิโลเมตร คือสวนไป มา ได้นะครับ เพื่อจะเพิ่มสัดส่วนทางคู่เป็น 60 เปอร์เซ็นต์  เราจะทำให้สะดวกรวดเร็วขึ้นนะครับ ไม่ต้องไปรอเวลารถสวนกัน

2. การแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ 1,000  กว่าแห่ง ทั่วประเทศ  ด้วยอุโมงค์ทางข้าม  ทางรอดและการติดตั้งสัญญานไฟ ซึ่งวันนี้ก็มีเส้นทางที่เรียกว่า นอกกฎหมายตัดเพิ่มเติมนะครับด้วยความเคยชินอยู่หลายเส้นทางเหมือนกัน  และทำให้เกิดอันตรายต่อ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ระหว่างรถไฟกับรถยนต์นะครับ

และ 3. โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางที่เชื่อมโยง กรุงเทพกับเมืองเศรษฐกิจหลัก 4 ภาค และจะเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วนะครับ   ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องมีการพูดคุยเจรจาหารือกันมากมายนะครับ จนกว่าจะได้ข้อยุติที่เป็นผลประโยชน์ กับชาติให้มากที่สุด

2. รัฐบาลนี้ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของพี่น้องแรงงานไทยโดยได้จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย แล้ว 44 ศูนย์ และในปี 2560 จะตั้งเพิ่มอีก 43 ศูนย์ รวม เป็น 87 ศูนย์ ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ  โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เปิดช่องทางการสมัครงานได้ ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งทางอินเทอร์เน็ต และแอพลิเคชั่นบนมือถือ

รวมทั้ง การพัฒนารูปแบบการให้บริการ เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และมีการเชื่อมโยงข้อมูลระบบสารสนเทศเกี่ยวกับ “ตำแหน่งงาน” ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าด้วยกัน  ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน 2 ปีที่ผ่านมานั้น มีผู้สมัครงาน กว่า 6 แสนคน มีงานทำตามที่ต้องการแล้ว เกือบ 4 แสนคน  สร้างรายได้ราว  9 หมื่นล้านบาท

อย่าลืมในส่วนที่จะต้องมีการพัฒนาตนเองนะครับ  มีศูนย์การพัฒนาฝีมือแรงงานอยู่ทั่วไป  ฉะนั้นใครก็ตามที่จบการศึกษาสูงๆ มา  แล้วไปทำอาชีพเกี่ยวกับเรื่อง  เทคนิคเชียล หรือว่าเจ้าหน้าที่ระดับบน  ระดับสูง  ขอให้มีการไปติดต่อนะครับ  เพื่อขอทดสอบฝีมือแรงงานตนเอง จะได้มีใบประกอบรับรองให้ เวลาไปหางานตามสถานที่ทำงานต่างๆ มันจะได้มีค่าแรงที่มากขึ้นกว่าเดิม ไม่งั้นจะต้องได้รับค่าแรงขั้นต่ำนะครับ  เพราะฉะนั้นเราต้องดึงกันขึ้นไปร่วมกันให้ได้นะครับ   ทั้งมีฝีมือ  ไม่มีฝีมือ  ถ้าต่างคนต่างพัฒนาตัวเองขึ้นไปอย่างนี้  แล้วร่วมมือกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานเหล่านั้น มันก็จะมีรายได้ที่สูงขึ้น  ดีกว่าที่จะมาเรียกร้องทั้งหมดนะครับ มันเป็นไปไม่ได้

3. ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลนี้นะครับยังได้ใช้ความพยายามในทุกมิติ และกลไก “ประชารัฐ” นะครับเดินหน้านโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งทั้งคำว่า “ประชารัฐ” “ไทยแลนด์ 4.0” ก็มีความสงสัยอะไรต่างๆมากมาย แต่ผมคิดว่าถ้าคนหวังดีกับประเทศชาติน่าจะเข้าใจนะครับ เว้นแต่เสียว่าคนเหล่านั้นไม่ต้อง การจะเข้าใจ ฉะนั้นคิดง่ายๆก็คือเราจะมุ่งส่งเสริมให้มีการลงทุนจากภายในประเทศ เพื่อจะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ

สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนั้นส่งผลให้มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในครึ่งแรกของปี 2559 มีมูลค่ากว่า  3 แสนล้านบาท “เพิ่มขึ้น” จากช่วงเดียวกันของปี 2558 ร้อยละ 348 / 3 เท่าด้วยกัน เป็นการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มูลค่าประมาณ  1.3 แสนล้านบาทนะครับ  เป็นการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ กว่า 7 พันล้านบาท และเป็นการลงทุนในคลัสเตอร์ต่างๆ ทั่วประเทศ กว่า  1.7 หมื่นล้านบาท เป็นต้น  ซึ่งก็ล้วนเป็นการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ตามนโยบายของรัฐบาลนี้ ทั้งสิ้น อย่าไปเชื่อฟังคำบิดเบือน เราก็พยายามเร่งติดตามดำเนินการหามาตรการต่างๆเพื่อจะสร้างแรงจูงใจมากขึ้น แต่ก็ขอให้ไว้ใจนะครับ รัฐบาลจะไม่ทำให้ประเทศเสียหาย

4. การกำหนดนโยบาย บนพื้นฐานของ “ข้อมูลทางสถิติ” และ “ฐานข้อมูล” ที่รอบด้าน และเชื่อมโยงกัน ตลอดห่วงโซ่ อาทิเช่น การกำหนดแผนการผลิตและแผนการตลาดของ “ข้าว” สำหรับการบริหารจัดการ และกำหนดมาตรการต่างๆ รองรับนะครับ เพื่อป้องกันปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ล้นตลาด ขาดน้ำ เหล่านี้เป็นต้นนะครับ หลายอย่างพืชเศรษฐกิจอีกหลายตัวนะครับ ปีนี้ก็ถือว่าโชคดีบางอย่างก็ราคายังสูงอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องของการเพิ่มผลผลิต อาทิเช่น เรื่องของการลดพื้นที่การปลูกยางลงไป ทำให้ยางมีจำนวนน้อยลง เมื่อน้อยลงราคาก็สูงขึ้น ความต้องการทางตลาดก็มากขึ้น

เพราะเขารู้ว่ายางมีน้อย แต่ถ้าทุกคนยังบิดเบือนกันไป ให้กลับมาปลูกกันใหม่ มันก็กลับมาที่เดิมนะครับ ยางก็มีปริมาณมากขึ้น เรียกว่า ซัพพลาย มากกว่าดีมานด์ ราคามันก็ตกเหมือนเดิม ฉะนั้นอย่าไปเชื่อคำบิดเบือน ผมเห็นหลายคนออกมาพูดเสียดายโอกาสที่โค่นต้นยางไปแล้ว ทำไมจะต้องกลับมาที่เดิม ผมไม่เข้าใจ อันนั้นความคิดของใครไม่ทราบ แต่ขอให้ไปทบทวนดูด้วย

ในสถานการณ์การปลูกข้าว ปี 2559 - 2560 มีพื้นที่คาดการณ์ รวม  70 ล้านไร่  แยกเป็น “รอบแรก”  58 ล้านไร่ ได้ผลผลิตราว 25 ล้านตัน  “รอบที่ 2” พื้นที่เพาะปลูก 10 ล้านไร่  ปลูกข้าว  9.8 ล้านไร่ ผลผลิตราว 6 ล้านตัน ที่เหลือเราปรับเป็นปลูกพืชชนิดอื่น และ “รอบที่ 3” คาดการณ์ปลูกข้าว  0.5 ล้านไร่ พักการปลูก  0.5 ล้านไร่ เพื่อปรับปรุงพื้นที่นะครับ ปรับปรุงดิน เราจะรณรงค์ให้ชาวนามีการพักแปลงนา เพื่อจะฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นต้น ซึ่งหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบข้อมูลและเข้าใจไม่คิดแบบเดิม หรือไม่ฟังคนอื่นที่ชักจูงให้กลับไปที่เก่า ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลนี้ ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้นอีก เช่นในอดีตที่ผ่านมา

5. การให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตามนโยบาย ดิจิทัลอีโคโนมี่ สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน การให้บริการกับประชาชน อาทิเช่น พร้อมเพย์ ในการทำธุรกรรมการเงินภาครัฐ และGAC ซึ่งเป็นศูนย์การ Application บนมือถือภาครัฐ เหล่านี้เป็นต้น ล่าสุดสำนักงานบัณฑิตราชสภาเป็นตัว Application ภาษาอาเซียน และหนังสือศัพท์ภาษาอาเซียน พร้อมปากกาอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อมและการให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมในกลุ่มอาเซียน

และ 6. การพัฒนาศักยภาพสรรพยากรมนุษย์ด้านการกีฬาของประเทศ ตามแนวคิด กีฬาสร้างคน คนสร้างชาตินะครับ เห็นได้จากความสำเร็จก้าวแรกๆของโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของรับ อาทิเช่น สายฝน รัตนภานุ เด็กไทยมุสลิมจากจังหวัดยะลา ได้แชมป์มวยปูนเสือ เป็นผลผลิตจากค่ายมวยรัตนภานุของ ศอบต. ที่ใช้ยุทธศาสตร์ด้านการกีฬา สนับสนุนให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและป้องกันการถูกดึงไปเป็นแนวร่วมในการสร้างความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้รัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูปการกีฬาทุกมิติ อาทิเช่น

1. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยยกระดับจากสถาบันการพละศึกษา 17 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มต้นที่จังหวัดชลบุรี ใน เดือนสิงหาคมปีหน้า และสร้างความเชื่อมโยงกับโรงเรียนกีฬา 13 แห่ง ในการปูพื้นฐานอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง ตั้งเป้าการผลิตบุคลากรทางการกีฬาให้ได้ 4,500 คนต่อปี

และ 2.การผลักดันแผนพัฒนาการกีฬาของประเทศระยะ 5 ปี 2560 ถึง 2564 ซึ่งนอกจากจะมุ่งพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของประชาชนคนไทยแล้ว ยังเป็นการปูพื้นฐานพัฒนากีฬาไทยสู่สากล การที่เราจะเป็น HUB การกีฬาของอาเซียน ทั้งในเรื่องของนักกีฬาอาชีพและสนามที่ใช้แข่งขันกีฬา รวมทั้งรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการกีฬาที่มีอัตราการเติบโต 3 เท่าของ GDP ในปี 2557 มีมูลค่ากว่า 8 หมื่น 1 พันล้านบาท อีกด้วย

สิ่งเหล่านี้ เราอาจไม่เคยสังเกต หรือไม่เคยสนใจติดตามอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับคนนู้นคนนี้บ้าง ต้องช่วยกันดูนะครับมันจะได้เกิดความร่วมมือ เพราะมันเป็นห่วงโซ่เดียวกันทั้งสิ้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการให้เกิดการวิวัฒนาการที่ดีของประเทศไทยของเรา ที่เราเรียกว่าเตรียมการปฏิรูปไปสู่อนาคต ในขณะที่สถานการณ์ภายนอกยังคงมี “พลวัต” และมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในลักษณะที่เป็น “คุณและโทษ” ต่อประเทศ และชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนนะครับ

ผมจึงอยากให้ เรา “ทุกคน” พยายามสนใจในสิ่งที่อยู่รอบตัว ทั้งใกล้และไกลตัวของเราบ้าง ก็จะทราบ ความเป็นเหตุ-เป็นผลในแนวคิด แนวปฏิบัติ ที่เกิดขึ้น ในทุกวันนี้ เพื่อพร้อมที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาและจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน  โดยขอให้เลิกพูดว่า “ธุระไม่ใช่”ไม่เห็นได้ประโยชน์ เลิกเรียกร้องแต่สิทธิ โดยไม่รู้จักหน้าที่ เลิกปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติหรือของคนอื่นเลย ประเทศชาติของเรานั้นจึงจะมีอนาคต ประชาชนจึงจะมีความสุขได้ อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

หากท่านกำลังหาของขวัญปีใหม่ เป็นสินค้าพื้นบ้าน แบบไทย หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในปัจจุบัน ผมขอแนะนำงาน OTOP CITY 2016 นะครับ ของขวัญภูมิปัญญาไทยใต้ร่มพระบารมี ตั้งแต่วันที่ 18 - 26 ธันวาคม ศกนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งมีทั้งสินค้า OTOP ที่ไปสู่ระดับสากล ได้แก่ OTOP คลาสสิก, OTOP ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว จากทั่วประเทศ กว่า 30,000 รายการ

OTOP พรีเมี่ยม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศ และ OTOP Best sellerเป็นสินค้าขายดีย้อนหลัง 5 ปี รวมทั้ง สินค้าดีจาก 76 จังหวัด มาจำหน่ายในที่เดียวกัน ทั้งนี้ ท่านสามารถนำใบกำกับภาษีไปลดหย่อนภาษีได้ตามนโยบาย “ช้อปช่วยชาติ” ขณะนี้รัฐบาลได้นำ OTOP ชุดที่ 2 ขึ้นจำหน่ายบนเครื่องบินอีกด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเกร็ดความรู้ การดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาวนี้ โดยพี่น้องประชาชน สามารถดูแลความอบอุ่นของร่างกาย ได้จาก

(1) การรับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ

(2) การกิน ดื่ม ผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรไทย ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักชี กระเทียม หอมแดง เหล่านี้เป็นต้นนะครับ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง

(3) การรับประทานผัก ผลไม้ สมุนไพรรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ใบชะมวง ยอดผักติ้ว สับปะรด มะขามป้อม มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทำให้ชุ่มคอ ขอให้ศึกษาวิธีใช้อย่างระมัดระวังนะครับ เอาไปประกอบอาหารเอาไปรับประทาน ที่มีคุณสมบัติตรวจสอบผ่าน อย.มาแล้วนะครับ จะมีฉลากติดที่ขวด ก็คำแนะนำตามนั้น ใช้ตามนั้นนะครับ

นอกจากนั้นแล้ว เราจะต้องรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ครบ 5 หมู่ มีการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญคือการรักษาความอบอุ่นร่างกาย สวมเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าหนาๆ ห่มผ้าหนา หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ไม่ไปหาวิธีการอื่น อาทิเช่น ดื่มเหล้าแก้หนาวแล้วก็แข็งตายนะครับ รับประทานมากเกินไปด้วย ร่างกายก็ไม่แข็งแรงอยู่ ก็อาจจะ เพราะมีความเสี่ยงเป้นโรคหัวใจวาย เสียชีวิตได้นะครับ

เราเห็นเป็นตัวอย่างหลายปีมาแล้ว ตลอดมารวมทั้งให้ระมัดระวังการก่อไฟ ผิงไฟ โดยไม่จำเป็น อย่าให้เกิดอุบัติเหตุนะครับ เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น ด้วยความห่วงใย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน