
2560 ปีแห่งการวัดฝีมือที่แท้จริง
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ปี 2559 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ หลายฝ่ายประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก นั่นคือ มีความเติบโตที่ประมาณ 3% หากมองตัวเลขนี้เทียบกับประเทศในแถบอาเซียนถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ แต่หากนำปัจจัยหลายประการเข้ามาวิเคราะห์ร่วมอาจต้องถือว่าเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงการที่ประเทศอยู่ในการบริหารจัดการของรัฐบาลสภาวะพิเศษ และความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกที่ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำทุกภูมิภาค รวมถึงการเมืองที่พลิกความคาดหมายในหลายประเทศ “ความไม่แน่นอน” เหล่านี้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับปี 2560 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็เริ่มมีการคาดการณ์ความเติบโตของเศรษฐกิจจากหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ กล่าวโดยรวมคือ ไม่น่าจะแตกต่างจากปัญหาในปี 2559 “ความไม่แน่นอน” ทั้งหลายทั้งปวงยังคงเป็นปัจจัยหลัก ประเทศไทยจะยังคงมีปัญหาการไม่เติบโตของการส่งออก การลงทุนภาคเอกชนในระดับต่ำ และการลงทุนของภาครัฐจะเป็นเครื่องจักรหลักที่ขับเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างน้อยที่สุด ไม่ควรต่ำกว่าปี 2559 นั่นคือประมาณ 3% การท่องเที่ยวก็จะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ภาพรวมของทั้งประเทศดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าคาดการณ์ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลโดยสรุปจากหลายสำนักพยากรณ์
ความเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี เป็นเรื่องสำคัญแน่นอน เพียงแต่เมื่อทุกฝ่ายมีการวิเคราะห์ใกล้เคียงกันทั้งหมดว่าประเทศจะยังคงเผชิญกับผลทางลบในด้านการส่งออก ซึ่งเคยเป็นตัวจักรสำคัญที่ยังต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่ว่าจะมุมที่เป็นการเผชิญปัญหาจากความสามารถในการแข่งขันในสินค้าพื้นฐานที่สูงขึ้นของประเทศเพื่อนบ้าน และการถูกแรงกดดันจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของประเทศที่เหนือกว่า ทำให้ประเทศถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างตลาดล่างและตลาดบน จะลงล่างเจอปัญหาเรื่องต้นทุนที่เริ่มสู้ไม่ได้ จะขึ้นบนมีปัญหาด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่สามารถสู้กับชาติที่พัฒนากว่าได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลาสั้นๆ ในการแก้ปัญหาด้านการผลิตทั้งระบบ เมื่อข้อเท็จจริงทุกอย่างชี้ไปทางปัญหาใหญ่สองสามประการนี้ เรามีทางเลือกอย่างไรบ้างในการที่จะต่อสู้กับภาวการณ์ที่แทบจะไม่ต่างจากเดิม
รัฐและเอกชนได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างมากในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เดิมๆ ทุกฝ่ายได้หันมามองว่า จะมีมาตรการใดบ้างที่จะสามารถรักษาสภาพของระบบเศรษฐกิจและธุรกิจให้ยืนอยู่ได้ในระหว่างที่นโยบายที่จะขับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งระบบจะเริ่มเห็นผล ไม่ว่าจะประเทศไทย 4.0 เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเอสเอ็มอี ทั้งหมดนี้ไม่น่าจะสามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่าจะตกผลึกระดับหนึ่งแล้วคือ นอกจากความหวังการลงทุนภาครัฐ การผ่อนคลายนโยบายการเงิน การคลังเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีน้ำหล่อเลี้ยงอย่างทั่วถึงมากขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ รวมถึงการลงรายละเอียดที่มากขึ้นในการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อให้เกิดการกระจายตัวของเม็ดเงินสู่ภาคท้องถิ่นของประเทศ ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่และจะได้รับผล
กระทบสูงเสมอเมื่อไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพียงพอ เนื่องจากกลุ่มนี้จะอยู่ในภาวะการใช้หนี้ในการขยายตัวทางธุรกิจ ต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่ากิจการขนาดใหญ่ หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัวภายในอย่างพอเพียงและไม่มีสภาพคล่อง กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะมีความเสี่ยงด้านความสามารถในการประกอบกิจการ
ในแง่ของการลงทุนภาครัฐซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายลงไปในโครงสร้างที่เรียกว่า “ภูมิภาค หรือกลุ่มจังหวัด” โดยให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการต่างๆ นั้น เป็นการริเริ่มที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่ในเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะใช้เวลาในการผลักดันและสิ่งที่มีประโยชน์ทางอ้อม คือการดึงส่วนภูมิภาคให้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง หากการลงทุนลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วพอ การท่องเที่ยวคงตัวหรือดีกว่าปีที่ผ่านมา เชื่อว่าแม้การส่งออกไม่เติบโตหรืออยู่ในระดับที่ติดลบลดลงกว่าปีนี้ ปัญหาความฝืดเคืองในระบบเศรษฐกิจจะลดลง
สิ่งที่น่าคิดต่อคือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจมีการลงทุนภายใน การพยายามปลุกกำลังซื้อจากนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เอกชนขนาดกลางและเล็กเหล่านี้จะขยับ เพราะไม่มีใครสามารถหยุดอยู่เฉยๆ โดยไม่มีการลงทุนได้ยาวนาน หากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในแทบจะทุกกลไกสามารถทำให้เกิดความผ่อนคลายด้านสภาพคล่อง มีการส่งสัญญาณด้านการปล่อยสินเชื่ออย่างเต็มที่สู่ธุรกิจเหล่านี้ รวมไปถึงผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการเข้าถึงสินเชื่อทั้งระบบ ยืดหยุ่นมากขึ้นในกรณีที่เกิดปัญหาการผิดสัญญา และมีมาตรการทำให้ต้นทุนด้านการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ไม่แน่ว่า ตัวเลขจีดีพี ปี 2560 ที่มาดมั่นให้เกินกว่า 3% อาจเป็นความจริงได้ แต่หากทำทุกอย่างเหมือนเดิม เน้นให้รายใหญ่ฉุดเศรษฐกิจ รวมไปถึงการรักษาเสถียรภาพของระบบเกินความจำเป็น นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังจะต้องเผชิญปัญหาใหม่ที่กำลังจะตามมา นั่นคือ ปัญหาด้านการเมือง จึงเป็นเรื่องต้องวัดฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างแท้จริงในปี 2560







