posttoday
คนกรุงเบื่อม็อบ สั่งสอนเพื่อไทย

คนกรุงเบื่อม็อบ สั่งสอนเพื่อไทย

31 สิงหาคม 2553

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และสมาชิกสภาเขต (สข.) เล่นเอาช็อกพรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยึดเก้าอี้ถล่มทลายครองใจคนกรุง

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และสมาชิกสภาเขต (สข.) เล่นเอาช็อกพรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยึดเก้าอี้ถล่มทลายครองใจคนกรุง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

คนกรุงเบื่อม็อบ สั่งสอนเพื่อไทย

โดย สก. 50 เขต ประชาธิปัตย์กวาดไป 45 คน เพื่อไทย 15 คน และผู้สมัครอิสระ 1 คน ขณะที่ สข. 36 เขต จำนวน 259 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์กวาด 210 คน เพื่อไทย 39 คน อิสระ 7 คน ส่วนยอดผู้มาใช้สิทธิบางตา สก.อยู่ที่ 41.15% สข.มีผู้มาใช้สิทธิ 42.04%

ผลการเลือกตั้ง สก.สข. แม้เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น มิใช่การเลือกตั้งระดับชาติอย่าง สส. แต่ก็สะท้อนอารมณ์คนกรุง และวัดกระแสของแต่ละพรรคได้ดี โดยเฉพาะหลังสมรภูมิ “ราชดำเนินราชประสงค์” ของ “ม็อบเสื้อแดง” ที่สร้างความสูญเสียสองฝ่าย ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 70 กว่าคน พร้อมกับการเผาบ้านเผาเมือง!!

ฝ่ายเพื่อไทยอ้างกระแสเสื้อแดงว่า ประชาชนไม่เอารัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชน ขณะที่เพื่อไทยก็ติดภาพใช้ความรุนแรง พ่วงโดนคดีก่อการร้ายต่างฝ่ายที่เป็นคู่กรณีมีจุดแข็งและจุดอ่อนกับผลของเหตุการณ์ชุมนุมทั้งนั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ผลพวงจากม็อบแดงที่ใช้สมรภูมิกรุงเทพฯ เป็นสนามรบ สถานการณ์การเมืองที่ยังอึมครึมขณะนี้ล้วนมีความเกี่ยวพันกับการเลือกตั้ง สก.สข.อย่างเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงเป็นความพ่ายแพ้ราบคาบของเพื่อไทยที่เป็นผลจากการผูกติดม็อบเสื้อแดง เป็นบทเรียนอีกครั้งที่ต้องนำมาทบทวนว่า การใช้การเมืองนอกสภาเพื่อขับไล่รัฐบาล ยึดอำนาจรัฐจนเกิดความรุนแรงขึ้น ไม่เฉพาะพรรคจะสูญเสียคะแนนนิยม ดีไม่ดีอาจถึงขั้นพังทั้งพรรค  บิ๊กเพื่อไทยประเมินตั้งแต่แรกว่า การเลือกตั้ง สก.จะถูกกระแส “ม็อบแดง” พัดจนทำให้พรรคได้รับผลกระทบ

วิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาค สส.กทม. พรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ก่อนผลออกว่า พรรคจะได้ สก.มากกว่าเดิม 5 ที่นั่ง หรือจาก 15 เป็น 20 ที่สุดได้เท่าเดิม 15 คน แม้จะออกมาปลอบประโลมว่าพรรคไม่แพ้ และไม่ชนะ ทุกอย่างเท่าทุน

แต่ในทางการเมือง การที่เพื่อไทยไม่สามารถกวาดที่นั่งมาได้เพิ่ม ทั้งที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งในสภา ย่อมแสดงว่ากระแสพรรคไม่ได้ดีขึ้น แต่อาศัยฐานจัดตั้งที่เหนียวแน่นของพรรคที่มีประมาณ 3 แสนคนในกรุงเทพฯ

ที่สำคัญ เขตที่เพื่อไทยเอาชนะไม่ได้ ไม่ใช่พรรคอื่นหรือกลุ่มอิสระที่ได้ไป แต่กลับเป็นพรรคประชาธิปัตย์ คู่แข่งเบอร์หนึ่งที่คว้าไป 15 คนของเพื่อไทยที่ได้มาล้วนเป็น สก.ชุดเก่าแทบทุกคน ที่สร้างผลงานในพื้นที่มาต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ฐานเสียงคนชั้นกลางซึ่งไม่เอาม็อบเสื้อแดง สก.เพื่อไทยที่แหวกออกจากหลุมดำม็อบมาได้ก็อาศัยจุดแข็งของผู้สมัครล้วนๆ สก.เก่าของเพื่อไทยบางเขตถึงขั้นไม่กล้าระบุชื่อพรรคในป้ายหาเสียงเพราะกลัวคนกรุงต่อต้าน

ส่วนชานกรุงรอบนอก ฐานเสียงคนชั้นล่าง พรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งเป็นส่วนใหญ่ เช่น ดอนเมือง ลาดกระบัง หนองจอก คันนายาว มีนบุรี ก็เพราะได้กระแสพรรคบวกกับตัวผู้สมัครควบคู่กัน

ก่อนหน้านี้ วิชาญ ยอมรับว่าเพื่อไทยเป็นรองประชาธิปัตย์หลายช่วง  ปมหนึ่งนอกจากความได้เปรียบของประชาธิปัตย์ที่เป็นทั้งรัฐบาลและมีผู้ว่าฯ กทม.อยู่ฝ่ายอำนาจรัฐ บวกกับกระแสในเมืองที่วูบวาบ อ่อนไหว ก็ไม่ได้เป็นใจให้เพื่อไทย เพราะผู้คนยังสยองกับภาพม็อบแดงเผาเมืองอยู่ ใน 100% ของการตัดสินใจคนกรุง วิชาญ วิเคราะห์ว่า 50% เป็นกระแสพรรค ที่เหลือ 25% เป็นตัวผู้สมัคร อีก 25% เป็นเทคนิคการหาเสียงของผู้สมัครแต่ละราย

นั่นหมายความว่า ทัศนคติในการเลือกไม่ได้มองว่าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เน้นแต่ตัวผู้สมัคร หรือภารกิจหน้าที่ของ สก. ที่ต้องเลือกไปถ่วงดุลพรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบงบ กทม. 6 หมื่นล้านบาท ที่บริหารโดยผู้ว่าฯ กทม.

แต่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การเมืองร้อนแรง และครั้งนี้คนกรุงได้รับผลกระทบเต็มๆ จากม็อบเสื้อแดง กระทบต่อการดำเนินชีวิต ต่อการจราจร การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง สำคัญสุดคือความรุนแรงจนบ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนดังสงครามกลางเมือง

ปัจจัยเหล่านี้จึงมีผลต่อการเลือกตั้งทุกระดับใน กทม. ไม่ว่า สข. หรือ สก. ผู้ว่าฯ กทม. กระทั่ง สส. เพราะนี่เป็นการเลือกโดยอิงพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคนั้น และคนกรุงเองก็อยู่ในศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารรอบตัวตลอด กลุ่มที่ไม่ได้เป็นฐานจัดตั้งพรรคใดซึ่งคาดว่ามีประมาณ 50% จึงหย่อนบัตรเลือกตั้งเพื่อแสดงจุดยืนบางอย่างต่อพรรคการเมือง และต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่

น่าสนใจ เพราะการ “ไม่ชนะ” ของเพื่อไทยครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก หลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ก่อนหน้านี้มีการเลือกตั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกเลือก สข. 14 เขต เมื่อ 2 เดือนก่อน ประชาธิปัตย์กวาดยกทีม 10 เขต ขณะที่เพื่อไทยได้เพียง 3 เขต

ถัดมาเป็นการเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 6 กทม. พื้นที่ชานเมืองฐานเสียงของเพื่อไทยล้วนๆ ประชาธิปัตย์โดย พนิช วิกิตเศรษฐ์ ก็ชนะก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายจากเพื่อไทยด้วยคะแนน 9.6 หมื่นต่อ 8.1 หมื่นคะแนน 3 ครั้ง ประชาธิปัตย์ชนะหมด เพราะคนกรุงเบื่อม็อบ เบื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับม็อบแดงและเพื่อไทย

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน