
บูมภาคบริการเพิ่มงานใหม่
เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิดล์แบงก์) กล่าวในงานสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจไทยในอนาคต “ภาคบริการ : ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่” ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำ แต่มีเสถียรภาพมากที่สุดในอาเซียน เนื่องจากเงินเฟ้อต่ำ หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่ำกว่า 40% แต่หากมีการส่งเสริมภาคบริการให้ขยายตัวได้ จะทำให้ภาคบริการไปเป็นปัจจัยใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและสร้างตำแหน่งงานใหม่
เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิดล์แบงก์) กล่าวในงานสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจไทยในอนาคต “ภาคบริการ : ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่” ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำ แต่มีเสถียรภาพมากที่สุดในอาเซียน เนื่องจากเงินเฟ้อต่ำ หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่ำกว่า 40% แต่หากมีการส่งเสริมภาคบริการให้ขยายตัวได้ จะทำให้ภาคบริการไปเป็นปัจจัยใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและสร้างตำแหน่งงานใหม่
ปัจจุบันภาคบริการในไทยมีการจ้างงานสูงถึง 40% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และสร้างมูลค่า 50% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับภาคการผลิตที่มีการจ้างงานเพียง 15% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และสร้างมูลค่าประมาณ 35% ของจีดีพี ซึ่งภาคบริการมีผลิตภาพตามหลังภาคการผลิต ฉะนั้น การเติบโตที่ดีขึ้นของภาคบริการจะช่วยให้สัดส่วนในจีดีพีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานหรือคุณภาพแรงงานให้ดีขึ้นด้วย
เกียรติพงศ์ กล่าวว่า แม้ในปัจจุบันไทยจะส่งเสริมการเปิดเสรีภาคบริการมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกฎระเบียบด้านตลาดบริการยังเข้มงวดกว่าประเทศอื่นในอาเซียนหรือภูมิภาคอื่น เนื่องจากภาคบริการบางส่วนได้รับการคุ้มครองในการแข่งขันทั้งจากต่างชาติและภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคบริการด้านวิชาชีพซึ่งน่าห่วงมากสุด เช่น แพทย์ สถาปนิก เป็นต้น ที่กฎหมายเปิดให้แรงงานจากเออีซีเข้ามาได้ แต่การสอบยังสอบเป็นภาษาไทย เหมือนยังกีดกันอยู่กลายๆ ส่วนภาคบริการทางการเงินไม่น่าห่วง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเสรีมากขึ้น แม้กฎหมายจะยังไม่เปิดให้ต่างชาติเข้ามาทำ แต่ในทางปฏิบัติต่างชาติถือหุ้นได้มากขึ้น แต่ยังให้คนไทยบริการ โดยคาดว่าในอนาคตน่าจะให้ใบอนุญาตรายใหม่เพิ่มขึ้นจากการทำข้อตกลงมาตรฐานธนาคารพาณิชย์ในอาเซียน (QAB)
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจะประสบความสำเร็จในภาคบริการได้ ต้องนำนวัตกรรมมาช่วยมูลค่าของสินค้าและบริการให้มากขึ้น ซึ่งไทยเริ่มมีบริษัทที่ทำนวัตกรรมได้มากขึ้น เช่น บริษัท ทียูเอฟ ที่ผลิตทูน่า แม้ปริมาณปลาทูน่าจะลดลงแต่ยังเป็นผู้นำในการผลิต และสามารถนำวัตถุดิบมาใช้ผลิตให้เกิดมูลค่าได้ในทุกขั้นตอน ไม่ใช่เอาปลาใส่กระป๋องขายอย่างเดียว และการมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาจะช่วยให้เกิดผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ (สตาร์ทอัพ) ในคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วย







