
‘ย้อนมองพัฒนาการ ความเหลื่อมล้ำ’ (1)
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ครบหนึ่งปีในการเขียนบทความสำหรับ “มองมุมกลับ” จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มองย้อนหลังและทบทวนข้อมูลต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่าอะไรบ้างที่เขียนแล้วเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และอะไรบ้างที่อาจเป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาดไป ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมงานและแลกเปลี่ยนทัศนะด้านเศรษฐกิจเมื่อครั้งมีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำได้ว่าได้อธิบายความเป็นห่วงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ “ความเหลื่อมล้ำ” และจะลามเป็นปัญหาแก้ยาก เพราะเป็นปัญหาโครงสร้างระยะยาว และเรื่องที่สองคือ การมุ่งการขยายตัวของจีดีพี บนจังหวะที่ไม่น่าจะมีการขยายตัวได้ จะยิ่งไปขยายปัญหาข้อแรก
นั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้มีโอกาสเขียนบทความอย่างต่อเนื่อง และตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมาจะไม่มีการถอยไปจากสองประเด็นนี้ เพียงแต่ให้ข้อมูลในหลายๆ มิติ ว่าในท้ายที่สุด ผลจากนโยบายจะทำให้รัฐบาลมีปัญหามากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับวันนี้อยากสรุปภาพกว้างเรื่องความเหลื่อมล้ำ หลังสถาบันจัดอันดับแห่งหนึ่งจัดให้ไทยมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก จนทำให้คำนี้ถูกนำมาใช้ในทุกมุมของการบริหารประเทศ
ตัวความเหลื่อมล้ำเองนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ที่น่ากลัวคือ การขยายความเหลื่อมล้ำนี้ไปในทางสร้างความแตกแยกทางความคิด การจัดชั้นทางความคิด และค่านิยมผิดๆ บางประการ ในภาคเศรษฐกิจคนรวยที่สุด กับคนจนที่สุดสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยให้เกิดความสามารถในการผลิตร่วมกัน ถ้าจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ แต่หากจัดการไม่ดีคนสองฝั่งจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันให้เกิดผลบวกในลักษณะฟันเฟืองที่
ส่งเสริมกันได้ การจัดการความเหลื่อมล้ำ คือการทำอะไรอย่างพอดี กลางๆ ให้ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกัน ไม่ให้เฟืองใหญ่หมุนแบบไม่ต้องสนใจเฟืองเล็ก เมื่อเฟืองเล็กหมุนไม่ทันเพราะเล็กกว่า เปราะกว่า กลไกทั้งหมดก็พัง สุดท้ายเฟืองใหญ่ก็หมุนไม่ได้ เพราะไม่มีเฟืองเล็กๆ ที่แม้จะเล็กกว่าแต่มีมากกว่าช่วยหมุน กลไกนี้ก็ขาดประสิทธิภาพไปเรื่อยๆ เหยียบให้วิ่งก็วิ่งไม่ออก เวลาจะชะลอก็ชะลอไม่อยู่ แน่นอนว่าเมื่อผลลัพธ์เป็นแบบนี้คนได้ประโยชน์ในกลไกจะเป็นเฟืองใหญ่ก่อนเสมอ ก็จะเกิดวงจรขยายความเหลื่อมล้ำนี้ไปแบบไม่มีทางหยุด ถ้าไม่ปรับจังหวะ หรือปรับโครงสร้างให้ไปด้วยกันได้อย่างพอดี
โครงสร้างแบบนี้คือโครงสร้างอันตราย เพราะมีนโยบายอะไรลงไป สุดท้ายหวังผลไม่ได้อย่างแท้จริง และมีโอกาสสูงที่จะได้ผลลัพธ์แบบเพี้ยนๆ จนเกิดการกำหนดทิศทางต่อที่เพี้ยน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วเมื่อรวมกับปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งที่ไม่มีผู้บริหารประเทศคนใดในช่วง 10-20 ปีนี้เจอมาก่อน นั่นคือ “ความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นจากเพื่อนบ้าน” ประเทศจึงไม่สามารถที่จะรับปัญหาใดๆ ที่จะบีบคั้นโครงสร้างจนเกิดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงได้อีกต่อไป เพราะจะทำให้ประเทศถอยหลังทันที ไม่มีใครได้ประโยชน์
แต่การจะกระโดดเข้าไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจนั้น คงไม่สามารถใช้กฎหมายให้กลไกทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่ควรจะเป็นได้เร็ววัน นี่คือภาคธุรกิจที่เกี่ยวพันกับปากท้องของคนทั้งประเทศและมีผลต่ออนาคตธุรกิจอย่างกว้างขวาง ในหลายประเทศที่มีการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบจะใช้นโยบายการเมืองนำ ใช้การมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนความคิดนำ และนโยบายนั้นจะไม่คิดเรื่องมูลค่าทางการเงินอย่างเดียว แต่คิดไปถึงมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์และสังคมรวมไปด้วย บางครั้งต้องยอมขาดทุนบางเรื่อง เพื่อกำไรบางเรื่อง แล้วขาดทุนนั้นจะกลายเป็นกำไรในรูปอื่น เมื่อทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจร่วมกัน แบ่งปันทรัพยากรกันได้ลงตัวขึ้น เป็นธรรมขึ้น แนวทางในหลายประเทศจึงใช้ภาคประชาชนแก้ปัญหาเรื่องนี้มากกว่าภาครัฐ
ในโอกาสใกล้ปีใหม่ น่าจะเริ่มจัดการปัญหาโครงสร้างนี้ในมุมมองใหม่ เมื่อทุกฝ่ายยอมรับปัญหานี้ร่วมกัน ทำอย่างไรให้คนในภาคธุรกิจเริ่มสะท้อนปัญหาและกล้าพูด รวมทั้งพูดด้วยความหวัง แลกเปลี่ยนทัศนะกันได้อย่างหลากหลาย และสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรสูงต่อภาคธุรกิจขนาดเล็กในประเทศ ไม่ใช้กำปั้นเหล็กบังคับกลไก ไม่ให้ใครเพียงไม่กี่คนมากำหนดทิศทางใหญ่ๆ ฝ่ายเดียวเช่นเดิม จนนโยบายบางอย่างที่ตั้งต้นดี กลายเป็นมาขยายปัญหา จะโดยไม่ตั้งใจ จะแอบแฝง อันตรายทั้งนั้น ทิศทางการแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มที่คนจำนวนมากก่อนเสมอ
บรรยากาศที่ดีในการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก การลงทุนของคนจำนวนมากแม้จะเล็กๆ เต็มไปหมด ไม่ได้มีผลต่อการขยายตัวของประเทศมาก เหมือนการลงทุนขนาดใหญ่ แต่มีผลต่อการประทังปัญหาการไม่เติบโตได้ดี กระจายตัวและเป็นธรรม รวมทั้งระยะยาวจะสร้างความแข็งแกร่งภายในได้ต่อเนื่องกว่า อะไรที่ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ลงทุนไม่ได้ ไม่คล่องตัว ไม่ได้เป็นสาระสำคัญ รัฐบาลทราบดีอยู่แล้ว น่าจัดการทันที เพื่อจะไม่ให้เรื่องนี้ถูกขยายความในเชิงลบ จนมีผลที่คาดเดาไม่ได้ในอนาคต ประเทศรับเรื่องความไม่แน่นอนภายในไม่ได้อีกต่อไป







