posttoday
จีนแผ่อิทธิพลอาเซียน อุปสรรคยังขวางเพียบ

จีนแผ่อิทธิพลอาเซียน อุปสรรคยังขวางเพียบ

08 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

จีนเข้าไปลงทุนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมหาศาล ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสร้างเส้นทางขนส่ง ขณะที่นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังไม่มีการสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในอาเซียนอีกด้วย ส่งผลให้ง่ายต่อการที่จีนจะผลักดันการลงทุน รวมไปถึงการค้าเสรีอย่างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ขึ้นมาแทนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)

ที่สำคัญก็คือ การเข้ามาลงทุนของจีนได้ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้กับประเทศเศรษฐกิจตลาดบุกเบิกใหม่ (Frontier Market) เช่น ลาว กัมพูชา และเมียนมา ที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจตามหลังชาติอื่นในอาเซียน โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า บรรดาประเทศเหล่านั้นต่างได้รับประโยชน์จากการเข้ามาของจีนในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของจีนนั้นยังคงต้องเผชิญอุปสรรคอีกมาก ทั้งการเจรจาที่ไม่ลงตัว จนไปถึงความขัดแย้งภายในประเทศ รวมถึงความเสี่ยงที่ประเทศเล็กกว่าต้องแบกรับ

ในประเทศที่ชายแดนไม่มีทางออกสู่ทะเลอย่างลาว จีนเข้ามามีบทบาทในการช่วยลาวให้สามารถเชื่อมต่อสู่ภูมิภาคได้ โดยเสนอเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 3,000 กิโลเมตร จากคุนหมิง มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีนไปยังสิงคโปร์ ซึ่งจะมีลาวเป็นประตูด่านแรก ด้วยความยาวรถไฟจากชายแดนไปยังกรุงเวียงจันทน์ 414 กิโลเมตร มูลค่า 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.89 แสนล้าบาท) หรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดเศรษฐกิจลาวที่ 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา

การเข้ามาของจีนนั้นได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือ ลาวได้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและได้ทางรถไฟที่จะเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ขณะที่โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามของจีนที่จะสร้างเส้นทางการค้าโลกขนาดใหญ่ 1 แถบ 1 เส้นทาง (One Belt, One Road)

อย่างไรก็ตาม การสร้างทางเชื่อมรถไฟดังกล่าว ไม่ได้รับการพูดถึงในแง่บวกหนักในสื่อต่างประเทศ เนื่องจากปัญหาในการเจรจาระหว่างจีนและลาวตลอดมา โดยแม้ทั้งสองฝ่ายจะให้คำมั่นผลักดันทางรถไฟดังกล่าว แต่ยังคงมีปัญหาด้านเงินทุน ซึ่งการลงทุนโครงการสร้างทางรถไฟเป็นการร่วมทุนระหว่างจีนและลาวด้วยสัดส่วน 70 ต่อ 30 แต่สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างเจ้าหน้าที่การทูตตะวันตกคนหนึ่งในลาวเมื่อเดือน มิ.ย. ระบุว่า ทางรถไฟดังกล่าวอาจมีมูลค่าเกินกว่าที่คาดไว้แล้ว และสูงถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.45 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ การพัฒนาที่ดินรอบทางรถไฟที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ยังนับเป็นความท้าทายอีกอย่างสำหรับทั้งสองประเทศที่ต้องการผลักดันโครงการดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน เดินทางไปยังลาวเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา และมีการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่เป็นรูปธรรม

สำหรับด้านเมียนมา ซึ่งนักลงทุนหลายคนถือเป็นประเทศตลาดบุกเบิกเปิดใหม่แห่งสุดท้ายของเอเชีย ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจจะสามารถโตได้ 8.1% ในปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราเติบโตที่สูงที่สุดในโลกรองจากอิรัก โดย อองซานซูจี รัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษารัฐ เดินหน้าผูกสัมพันธ์กับจีนนับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายรวมถึงการพบปะกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนด้วย

จีนนับเป็นดินแดนปลายทางการส่งออกที่สำคัญสำหรับเมียนมา โดยคิดเป็น 40% ของการส่งออกเมียนมาทั้งหมดเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ขณะที่จีนยังเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมในเมียนมามากมาย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษในเมืองจ๊อกผิ่ว รัฐยะไข่ซึ่งหากสร้างเสร็จทุนจากจีนจะไหลเข้ามายังเมียนมามากมาย ทั้งการลงทุนเหมือง เขื่อน และท่อส่งน้ำมัน และนำความร่ำรวยมาสู่รัฐยะไข่ ซึ่งจากข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) แล้ว มีสัดส่วนผู้ยากจนถึง 80%

อย่างไรก็ตาม เมืองจ๊อกผิ่วนั้นกลับตั้งอยู่ในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธ และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ และอาจกระทบต่อความพยายามในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะที่จีนมีการเข้าไปลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว นำโดยซิติก กรุ๊ป รัฐวิสาหกิจของจีนที่ถือหุ้นอยู่ 85% ของโครงการมูลค่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ ความวุ่นวายจากปัญหาความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยยังเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือพื้นที่ชายแดนติดกับจีน ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยเข้าไปอยู่ที่จีนจำนวนมาก ขณะที่ชาวจีนยังมีความพัวพันกับความขัดแย้งดังกล่าว โดยโกลบอล ริสค์ อินไซท์ เปิดเผยว่า ชาวจีนส่วนหนึ่งมีการบริจาคเงินให้กับกลุ่มกองกำลังในเมียนมา เช่น กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (เอ็มเอ็นดีเอเอ) ของกลุ่มชนกลุ่มน้อยโกก้าง ซึ่งคาดว่ามีชาวเมียนมาเชื้อสายจีนราว 1.5 แสนคน

ในด้านของกัมพูชานั้นสามารถดึงดูดการลงทุนของอุตสาหกรรมจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้จากการที่มีค่าแรงที่ถูกกว่าในจีนมาก โดยจากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (ไอแอลโอ) ระบุว่า อยู่ที่ 121 เหรียญสหรัฐ/เดือน (ราว 4,235 บาท) เทียบกับ 613 เหรียญสหรัฐ/เดือน (ราว 2.1 หมื่นบาท) ของจีน

ขณะเดียวกัน กัมพูชายังผูกความสัมพันธ์ระหว่างจีน ช่วยให้การค้าระหว่างทั้งสองชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่กัมพูชาเริ่มเปิดรับจีนอย่างเห็นได้ชัดจากการช่วยสนับสนุนจีนในประเด็นพิพาททะเลจีนใต้กับหลายชาติในอาเซียน ส่งผลให้การค้าระหว่าง 2 ชาติอยู่ที่ 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.68 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จีนนับเป็นแหล่งเงินทุนต่างชาติที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา และยังเป็นเจ้าหนี้ของกัมพูชามากถึง 43% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่
เป็นเงินกู้จากจีนให้กับรัฐบาลกัมพูชา โดยบลูมเบิร์ก ระบุว่า กัมพูชาคาดว่าจะขยายตัวได้ 7% ในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้รายได้ต่อหัวประชากรของกัมพูชาเพิ่มขึ้นอีกด้วย และช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนของประเทศ

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาดึงดูดอุตสาหกรรมจากจีนและการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากจีน จะส่งผลให้เศรษฐกิจของกัมพูชาขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจจีน และยังสร้างความกังวลให้กับไอเอ็มเอฟ โดยระบุว่า โรงงานผลิตสิ่งทอของกัมพูชาส่วนใหญ่อยู่ในกระบวนการตัดและจัดทรง ซึ่งเป็นส่วนท้ายของสายงานการผลิต และยังเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทในกัมพูชายากต่อการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการกระจายรายได้อย่างไม่เท่าเทียม และเพิ่มช่องว่างความต่างระหว่างคนรวยและคนจน โดย ซ่งเซ่งหวุ่น นักเศรษฐศาสตร์ ซีไอเอ็มบี ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอาเซียนทุกประเทศหลังเปิดรับทุนจีนไหลเข้ามามากเกินไป คือ เป็นการส่งเสริมให้กลุ่มคนเพียงหยิบมือได้ขยายอำนาจมากขึ้น

“ถ้าความมั่งคั่งไปอยู่ในคนกลุ่มหยิบมือ จะสร้างความไม่มีเสถียรภาพ กุญแจสำคัญคือการสร้างกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางให้มากขึ้น เพื่อให้บริษัทจีนมองคนกลุ่มนั้นเป็นผู้บริโภค” ซ่งเซ่งหวุ่น กล่าว

ความพยายามแผ่อิทธิพลของจีนมายังประเทศตลาดบุกเบิกของอาเซียนจึงเผชิญกับปัญหาบางประการดังกล่าว และไม่ใช่เพียงประเทศเหล่านี้เท่านั้น แต่จีนยังมีโอกาสในการแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาทั่ว
ทั้งภูมิภาค ระหว่างที่สหรัฐชักอาวุธอย่างทีพีพีกลับไปในยุคสมัยที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI