posttoday
ทัวร์ศูนย์เหรียญ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกันเถอะ

ทัวร์ศูนย์เหรียญ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกันเถอะ

06 ธันวาคม 2559

เป็นที่ทราบกันดีเสมอมาว่า ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการเป็นพลังขับดันเศรษฐกิจของไทยที่สำคัญมากมาในระยะหลัง สำหรับภาพรวมในปีนี้จากรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และมีการคาดการณ์ว่าทั้งปี 2559 จะมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนประมาณ 32.5 ล้านคน ถือว่าเติบโตที่ร้อยละ 8.6 จากปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้น่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.60 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากปี 2558 ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นบวกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันช่วงที่ผ่านมา

เป็นที่ทราบกันดีเสมอมาว่า ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการเป็นพลังขับดันเศรษฐกิจของไทยที่สำคัญมากมาในระยะหลัง สำหรับภาพรวมในปีนี้จากรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และมีการคาดการณ์ว่าทั้งปี 2559 จะมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนประมาณ 32.5 ล้านคน ถือว่าเติบโตที่ร้อยละ 8.6 จากปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้น่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.60 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากปี 2558 ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นบวกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันช่วงที่ผ่านมา

แม้สภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะทรงๆ โครงสร้างทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจในไทยเองก็ยังไม่ค่อยลงตัวนักในสายตาต่างชาติ ด้านของภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและบริการของไทยเองก็ยังมีจุดด่างพร้อยที่ถูกนำมาชูเป็นข้อเสียเปรียบอยู่บ้างประปราย แต่ก็ต้องนับว่าภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการยังคงทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว และจากตัวเลขที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ออกมาประกาศล่าสุด นักท่องเที่ยวจากจีนก็ยังเป็นอันดับหนึ่งในเชิงปริมาณของ inflow ที่เข้ามาในประเทศไทยเอาชนะฝั่งยุโรปและประเทศอื่นๆ ในเอเชียรวมกันอย่างขาดลอย

ผมเคยเขียนและมักจะพูดกับคนใกล้ตัวเสมอๆ ว่าการที่จะทำให้ประเทศเราได้เงินจากธุรกิจท่องเที่ยว Inbound ให้มากขึ้นนั้นมีโซลูชั่นหนึ่งที่จะสามารถช่วยได้ง่ายๆ เลย แต่เรามักจะมองข้ามกันไป นั่นก็คือการทำยังไงให้พวกเขาใช้เวลาอยู่ในประเทศเราให้นานขึ้นอีกนิดจาก 3-4 วัน เป็น 1 สัปดาห์แทนได้ไหม จาก 1 สัปดาห์เป็น 10 วันได้ไหม แทนที่จะหันไปรุกหาตลาดใหม่หรือเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้น เพราะในหลักการตลาดแล้วการหาลูกค้าใหม่เป็นคอสต์ที่สูงกว่าการหากินกับลูกค้าเก่าอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มที่มีจำนวนเข้าประเทศไทยมากที่สุดก็ได้ครับ จากตัวเลขที่ผมได้มาของปีที่แล้วเขาบอกว่า นักท่องเที่ยวจากจีนมีอัตราเฉลี่ยการพำนักในไทยที่ประมาณ 8 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่อวันต่อคน (ค่าโรงแรม อาหารเครื่องดื่ม ค่าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และรวมถึงการซื้อสินค้าต่างๆ) อยู่ที่ประมาณเกือบ 6,000 บาท/วัน/คน ถ้าเขาอยู่ 8 วันก็น่าจะใช้เงินในประเทศเราที่ 4.8 หมื่นบาท/คน แต่ถ้าเราหาวิธีดึงให้เขาอยู่ได้เป็น 12 วัน ก็จะกลายเป็นเงินที่ 7.2 หมื่นบาททันที

ดังนั้น ถ้าหากผมเอาตัวเลขที่รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แถลงล่าสุดว่า ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเรามีนักท่องเที่ยวจากจีนเข้าประเทศมากถึง 2.42 ล้านคน คิดคำนวณแบบง่ายๆ นั่นเท่ากับเรามีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 2.6 หมื่นราย ซึ่งถ้าเอาค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวันคูณเข้าไป เท่ากับว่าเรามีรายได้จากเขาเหล่านั้นที่กว่า 156 ล้านบาท/วัน แล้วถ้าหากเขาอยู่นานวันขึ้นเราก็คูณกันเข้าไปสิครับว่ารายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจะเป็นเท่าไหร่

 ในฐานะประเทศผู้ต้อนรับ บางคนอาจมองว่านักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มคนที่สร้างความน่ารำคาญและมีพฤติกรรมที่หยาบ เสียงดัง สกปรก ผมเองก็เคยมองแบบนั้น แต่มองในอีกมุมก็ต้องคิดว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้อาจจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้เคยออกมาเที่ยวนอกประเทศในสมัยก่อนๆ ดังนั้น การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมค่านิยมของประเทศอื่นๆ ก็ต้องให้เวลาเขาเรียนรู้กันไป ผมเชื่อว่าไม่นานด้วยความพยายามของรัฐบาลจีนเองที่ไม่ต้องการให้ทั่วโลกมองคนจีนด้วยสายตาที่เหยียดหยามก็ต้องขอให้มีการปรับพฤติกรรมและตัวนักท่องเที่ยวเหล่านี้เองก็น่าจะปรับตัวให้ดีขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรหรือตั้งใจจะเอาเปรียบอะไรกับใครนะครับ มากันทีก็เยอะ กินกันก็เยอะ ซื้อของก็เยอะ ด้วยนิสัยของเขาที่ชอบมีของติดไม้ติดมือไปฝากญาติพี่น้องที่บ้าน ฮูเรๆ ทำตามๆ กันไป

สิ่งที่เราต้องทำก็คือช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสม สร้างระบบ Eco System ของการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพดีขึ้น ดึงให้นักท่องเที่ยวจีนเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยได้นานอีกหน่อย พยายามทำความเข้าใจเขาให้มากขึ้น ทีนี้พอมีปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญเกิดขึ้นเลยเป็นประเด็นสำคัญ แน่นอนครับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้บริหารประเทศที่มีเรื่องราวปัญหาอีกมากมายที่ต้องบริหารจัดการในขณะที่หลายสายตาจับจ้องดูอยู่อย่างรัฐบาลชุดปัจจุบัน และเข้าใจได้ไม่ยากว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากมาย มีหลายองค์ประกอบและหลายตัวผู้เล่นเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมว่าต้องใช้แรงกำลังเยอะรวมทั้งความร่วมมือจากทั้งหลายฝ่ายแต่เราจะไม่ทำก็ไม่ได้

มองกันแบบกว้างๆ ก่อน ผมว่าคอนเซ็ปต์ของการดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาประเทศเราเยอะๆ เนี่ยอย่างไรเสียในด้านการตลาดเบสิก ก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้ว ไม่ต่างอะไรจากที่ค่ายโทรศัพท์มือถือทุกค่ายทั้งไทยและเทศก็ทำกันด้วยการลด Barrier สำหรับการ Acquire ลูกค้าก่อนด้วยการยอมลดราคาค่าเครื่องหรือให้ฟรีแต่ไป Bundle อยู่ในค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็นสัญญายาวหน่อย สุดท้ายลูกค้าเมื่อหมดสัญญาจะอยู่ต่อหรือจะไปก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับจากบริการและการตอบสนองลูกค้าได้อย่างตรงใจ

แต่ด้วยประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาว่า มีบริษัททัวร์และร้านค้าหลายแห่งที่เป็นนอมินีของผู้ประกอบการจากจีนเข้ามากินรวบ ส่งผลให้เวลาเรามองปัญหาทัวศูนย์เหรียญกัน โฟกัสจะอยู่ที่ “มูลค่าความเสียหาย” หรือ “เม็ดเงินที่หายไป” สำหรับผู้ประกอบการไทย แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ ประเทศทั้งในยุโรปและทวีปอื่นๆ กลับกำลังนำเอาคอนเซ็ปต์ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ไปใช้กัน ยกตัวอย่างที่มีคนกล่าวถึงที่ฝรั่งเศสเองเขาก็ทำกันได้ มีทัวร์จีนต่อแถวรอเข้าห้างใหญ่กลางเมืองและเห็นคนบอกว่า เป็นการร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน มีการปล่อยวีซ่าให้ง่ายขึ้น เอกชนมีการทำการตลาดรับพรีออร์เดอร์สั่งของไว้ก่อนมาถึงก็รับไปเลย ไม่สร้างความเดือดร้อนอะไรมากมายให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ     

นโยบายปราบทัวร์ศูนย์เหรียญที่ถูกนำมาใช้นั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภาพใหญ่ของเรา รายได้สำหรับโรงแรมระดับ 3-4 ดาว ที่รองรับกลุ่มคนเหล่านี้หายไป สายการบินที่เหมาลำมีผู้โดยสารน้อยลง ล่าสุดแม้กระทั่งนกแอร์เองยังออกมาบอกเลยว่า ต้องปรับแผนรายได้ใหม่จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ผลผลิตของผู้ค้าขายโอท็อป เอสเอ็มอีต่างๆ ที่ควรจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวหายไป เมื่อบริษัททัวร์ถูกปิด พนักงานกว่าหมื่นคนถูกพักงาน รถทัวร์ต่างๆ ไม่ต้องเดินรถ คนขับพนักงานเดินรถหลายพันคนไม่มีรายได้ การจับจ่ายใช้สอย เงินที่หมุนในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็หายตามไปด้วย

แล้วทำไมเราทุกคนไม่ช่วยกันมองหาทางแก้ปัญหาแบบที่มันยั่งยืนขึ้นล่ะครับ ก็จริงอยู่เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังเยอะจากทุกภาคส่วน แต่ไม่ใช่ว่าเป็นอะไรที่ทำไม่ได้ หาทางพูดคุยจัดระบบเสียใหม่เพื่อนำเอาผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องถูกกฎหมาย ให้มีการรับรองบริการและคุณภาพสินค้าที่ดี ผู้ประกอบการให้ราคายุติธรรม ไม่มีการบังคับนักท่องเที่ยวให้ซื้อนั่นซื้อนี่ มีการเสียภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างโปร่งใส ผมคิดว่าไม่ช้าเกินไปนะครับ เพราะในช่วงนี้ใครช่วยอะไรได้ก็น่าจะช่วยกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและมั่งคั่ง ผมเชื่อเช่นนั้นครับ

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา