posttoday
มือถือเดือดทรูเบียดดีแทค

มือถือเดือดทรูเบียดดีแทค

05 ธันวาคม 2559

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล

การชิงส่วนแบ่งการตลาดที่ดุเดือดระหว่างปี 2559-2561 ยังคงดำเนินต่อไป เพราะเป็นช่วงที่มีบริการใหม่อย่างดาต้าเกิดขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคลื่นของอุตสาหกรรม

แม้การแข่งขันจะดุเดือด ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กลับเดินหน้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไตรมาส 3 ปี 2559 อยู่ห่างจากคู่แข่งเบอร์ 2 เพียง 2.20% เท่านั้น

ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นการขยับตัวรอบใหญ่ของทรูผ่านกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) อีกครั้ง เพื่อชิงความสามารถในการแข่งขันมาจากคู่แข่ง ดังนี้

ออกโปรโมชั่น “ซูเปอร์ซิม” ที่แจกแสตมป์ 7-11 เท่ากับเป็นการเริ่มสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นครั้งแรก

ออกโปรโมชั่น “Hero Cash” ร่วมกับ Ascend Nano และ 7-11 (Ascend Money เป็นบริษัทภายใต้ กลุ่มซีพี ที่
อาลีบาบาเพิ่งเข้าซื้อ 20%)

Hero Cash คือการปล่อยนาโนไฟแนนซ์ของ Ascend Money ผ่านการใช้ช่องทางของบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) โดยที่ลูกค้าที่อยากได้สินเชื่อจำเป็นต้องใช้ซิมทรู

รายละเอียดของแพ็กเกจมีดังนี้

ลูกค้าที่เปิดซิมโซเชียล 4G+ ที่เซเว่นอีเลฟเว่นและทรูช็อป เพียงเติมเงิน 150 บาท จากนั้นดาวน์โหลดและสมัครบริการฮีโร่แคช แพ็กเกจ 150 บาท ผ่านแอพพลิเคชั่น True ID รับค่าโทรค่าเน็ต 150 บาท พร้อมวงเงินใช้ช็อปที่เซเว่นอีเลฟเว่น 300 บาท รับสิทธิภายใน 30 วันหลังจากเปิดเบอร์

สำหรับลูกค้าแบบเติมเงินที่มีทรูการ์ด รับวงเงินมูลค่า 300 บาท โดยลูกค้าจะได้รับข้อความ SMS แจ้งสิทธิ จากนั้นดาวน์โหลดและสมัครบริการ ฮีโร่แคช ผ่านแอพพลิเคชั่น True ID รับสิทธิภายใน 30 วัน

อนาคตคิดว่ามีโอกาสจะไปถึงตลาดโพสต์เพดด้วย

2 แพ็กเกจนี้แม้ยังมีขนาดเล็กและไม่ได้กระทบกับตลาดมาก แต่มีความน่าสนใจตรงที่ 1) เป็นบริการที่สร้างบนความแข็งแกร่งเฉพาะตัวของกลุ่มซีพี ซึ่งคู่แข่งเลียนแบบไม่ได้ และ 2) เป็นโมเดลธุรกิจที่มีโอกาสเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้เล่นในกลุ่มทั้งหมด ดังนี้

ซีพี ออลล์ กับโอกาสได้เพิ่มยอดขายและเพิ่มค่าบริการใหม่ๆ

ทรูกับโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดพรีเพดที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด (ได้ netadds)

Ascend (กลุ่มซีพี) กับโอกาสการสร้างธุรกิจใหม่

การขยับตัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในกลุ่มมือถือยังดุเดือดและจะดุเดือดยิ่งขึ้น การสมมติให้การแข่งขันลดลง ไม่สมเหตุสมผล โดยทิศทางการแข่งขันต่อไปนี้ จะไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนเครื่องเท่านั้น ซึ่งแต่จะเริ่มไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค รวมถึงการปล่อยสินเชื่อ ภาพของการแข่งขันที่รุนแรงจะยังคงลากยาวไปในปี 2560 เป็นอย่างน้อย หรือจนกว่าทรูจะกลายมาเป็นเบอร์ 2 ที่ชนะขาดเบอร์ 3 ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ยังแนะนำนักลงทุนหลีกเลี่ยงกลุ่มสื่อสาร

ภายใต้ภาวะดังกล่าว เมื่อตลาดถูกจำกัดการเติบโตจากการแข่งขันที่ดุเดือด ชอบทรูที่ส่วนแบ่งการตลาดยังโตได้ต่อเนื่อง (สะท้อนการมีรายได้เพิ่มจริง) จากฐานลูกค้าที่ยังต่ำ การมีพลังหนุนจากผู้ถือหุ้นอย่างซีพี และไชน่า โมบาย ชัดเจน และการถือครองโครงสร้างคลื่นระยะยาวที่แข็งแร่งไปอีก 15 ปี จึงแนะนำซื้อสำหรับการลงทุนระยะยาว ที่ราคาพื้นฐาน 10.30 บาท/หุ้น

คิดว่าคู่แข่งอย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ต้องเร่งหาโมเดลธุรกิจมารับมือกับการขยับที่ดูเหมือนจะเล็กแต่ไม่เล็กรอบนี้ของทรูหาก ทำไม่ได้ โอกาสที่ส่วนแบ่งการตลาดจะไหลไปหาทรูเร็วขึ้นจะเกิดขึ้น ปัจจุบันแนะนำ ถือ ADVANC และให้รอสะสมหลังงบไตรมาส 4 หรือที่ราคา +/-140 บาท (ที่เชื่อว่าโอกาสเสี่ยงลดลงจำกัดมากแล้ว) และแนะนำขาย DTAC (จากการเป็นผู้แพ้ในตลาดดาต้าและการไม่มีผนึกกำลังที่ดีเพียงพอ)

ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทรูขาดทุนปกติที่ 2,700 ล้านบาท ใกล้เคียงที่คาดไว้ผลประกอบการอ่อนแอลง หากเทียบกับขาดทุนปกติที่ 831 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2558 และ 551 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2559 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

ประการแรก เริ่มรับภาระต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับคลื่น 900MHz เช่น ภาระค่าเสื่อมราคาและต้นทุนดอกเบี้ย

ประการที่สอง ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากโครงข่ายที่ลงไปเพิ่มในปีนี้

ประการที่สาม ค่าใช้จ่ายการตลาดที่ยังสูงมากเพิ่มขึ้น 16% เพื่อซื้อส่วนแบ่งการตลาดที่ยังโตได้ที่ 0.5% แม้ ADVANC ใช้จ่ายหนัก จากขาดทุนปกติปีนี้ที่จะมากกว่าคาดทำให้ปรับลดประมาณการลงเล็กน้อย แต่ยังคงมุมมองปี 2561 พลิกกลับมามีกำไรหลังส่วนแบ่งการตลาดมือถือกลายเป็นเบอร์ 2

ยังคงมุมมองเดิมว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 จะเป็นจุดต่ำสุดของรอบใหญ่และเป็นโอกาสดีที่จะสะสมหุ้นเพื่อลุ้นกับการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะระยะยาวของกลุ่ม

รายได้อยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% จากไตรมาส 2 และ 12.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหนุนโดยรายได้จากการให้บริการ ยกเว้นไอซีของกลุ่มมือถือที่โตต่อ 31.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการได้ netadd เพิ่มอีก 1.1 ล้านเลขหมาย! (netadd prepaid +900K และ netadd postpaid +214K)

ทั้งนี้ รายได้จากการให้บริการของทรูออนไลน์ โตเพียง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้เฉลี่ยต่อเครื่องบรอดแบนด์ที่ลดลง 11% จากไตรมาส 2 เพราะต้องให้ส่วนลดกับลูกค้ากลุ่มลูกค้าบริษัท และรายได้โทรพื้นฐานเริ่มหดตัวลง ต้นทุนหลักยังคงสูง

ต้นทุนหลักของทรูที่เพิ่มขึ้น คือ ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยของคลื่น 900MHz และ 1800MHz ที่ในไตรมาสนี้รับรู้ไปครบทั้งสองใบแล้ว ในขณะที่การเติบโตของรายได้ยังทำได้ไม่มากพอมาชดเชย

อย่างไรก็ดี รายได้ธุรกิจมือถือของทรูมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง 9 เดือนแรก ปีนี้เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับกลุ่มที่ลดลง 1% เช่นเดียวกับรายการพิเศษต่างๆ ที่ลดลงไปมากด้วยอัตรานี้ ภายในปี 2561 ทรูมีโอกาสพลิกกลับมาทำกำไรหลังจากก้าวมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดมือถือได้สำเร็จ เมื่อไปถึงจุดดังกล่าว ประเมินว่า จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันและจะแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งมาก และทำให้การทำกำไรระดับ 8 ,000-1 หมื่นล้านบาท/ปีในระยะยาวจะไม่ยากอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI