posttoday
น้ำมันขาขึ้นอาจไม่จีรัง ปัจจัยลบรอจ่อเพียบ

น้ำมันขาขึ้นอาจไม่จีรัง ปัจจัยลบรอจ่อเพียบ

02 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) สามารถตกลงลดกำลังการผลิตกันได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี และนับเป็นจุดสิ้นสุดของนโยบายการผลิตเพิ่มเพื่อกำจัดคู่แข่งเกิดใหม่อย่างผู้ผลิตเชลออยล์ ของสหรัฐ โดยที่โอเปกใช้มาตั้งแต่ปี 2014 และเป็นส่วนที่ทำให้ราคาน้ำมันตกลงจากเหนือ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปอยู่ระดับ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

การตกลงกันได้หลังล้มเหลวมาหลายครั้งของกลุ่มโอเปก รวมถึงยังสามารถตกลงกับรัสเซียได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นสูงราว 10% ไปอยู่ในระดับเหนือกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และบางส่วนคาดว่าจะปรับขึ้นสู่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตามแม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสร้าง “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ให้กับตลาดน้ำมัน ทว่าตลาดยังคงไม่อาจมองข้ามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้

โอเปกสามารถตกลงกันได้ในการลดกำลังการผลิตทั้งหมด 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน หลังซาอุดิอาระเบียผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโอเปกยอมปรับลดลงมากที่สุด 4.8 แสนบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็น 40% ของปริมาณที่ปรับลดทั้งหมด ขณะที่อิรักปรับลด 2.1 แสนบาร์เรล/วัน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปรับลด 1.39 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนด้านประเทศนอกสมาชิกโอเปก ตกลงปรับลดกำลังการผลิต 6 แสนบาร์เรล/วัน โดยรัสเซียจะปรับลด 3 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งข้อตกลงทั้งหมดจะมีผลในเดือนม.ค. 2017

“พวกเราตัดสินใจกันได้ด้วยความเข้าใจว่า ตลาดต้องการการสร้างสมดุล” โมฮัมเหม็ด บิน ซาเลห์ อัล-ซาดา รัฐมนตรีพลังงานกาตาร์และประธานที่ประชุมโอเปก กล่าว โดยหมายถึงความพยายามลดผลผลิตซึ่งกำลังล้นตลาดและกดดันราคาในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดกำลังเฉลิมฉลองข้อตกลงแรกในหมู่โอเปกในรอบ 8 ปี และข้อตกลงแรกระหว่างสมาชิกในและนอกโอเปกในรอบ 15 ปี อย่างไรก็ตามในระยะยาวหลังจากนี้ตลาดยังคงเผชิญปัจจัยลบเดิมๆ ที่กดดันราคาน้ำมันต่อ ดังต่อไปนี้

ประการแรก ปริมาณการผลิตของโอเปกที่จะลดได้จริง โดยความสามารถตกลงกันดังกล่าว โอเปกจะปรับลดคิดเป็น 1% ของกำลังการผลิตโลกทั้งหมด หรือผลิต 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มโอเปกมักจะไม่ยึดกับโควตาการผลิตอยู่ตลอด จนนำไปสู่การยกเลิกเพดานการผลิตเมื่อเดือน ธ.ค. 2015

นอกจากนี้ คู่แข่งเจ้าเดิมของซาอุดิอาระเบียอย่างอิหร่าน แม้จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เล็กน้อยอีก9 หมื่นบาร์เรล/วัน จากระดับเดือน ต.ค.ที่อยู่ที่ราว 3.92 ล้านบาร์เรล/วัน แต่จากแถลงการณ์ของโอเปก อิหร่านตกลงจะผลิต 3,797 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ม.ค. 2017 ซึ่งเป็นระดับที่น้อยกว่าเดือน ต.ค. และเป็นระดับที่น้อยกว่าระดับก่อนการคว่ำบาตรที่อิหร่านต้องการในทีแรกที่ 4 ล้านบาร์เรล/วัน

ประการที่สอง คู่แข่งอย่างสหรัฐ จากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า การตัดสินใจลดกำลังการผลิตของโอเปกจะช่วยให้ราคาเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคากลับมาแตะ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง จะทำให้ผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (เชลออยล์) จากสหรัฐกลับมาผลิตเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ต้องลดกำลังการผลิตลงไปจากราคาน้ำมันถูก

ในขณะเดียวกันกับที่โอเปกปรับลดกำลังการผลิตประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังจะขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. 2016 โดยทรัมป์ประกาศในแผนการ 100 วันแรกหลังได้เป็นประธานาธิบดีจะปลดล็อกการควบคุมในภาคส่วนพลังงานซึ่งมูลค่าสูงถึง 50 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) หลังถูกจำกัดมาโดยตลอดในสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา

แม้ทรัมป์จะไม่มีการระบุแผนในการช่วยภาคส่วนพลังงานที่ชัดเจน แต่การสนับสนุนดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ผลิตจากสหรัฐผลิตเพิ่มเติมแทนที่กลุ่มโอเปก โดยความเคลื่อนไหวของโอเปกและสหรัฐที่สวนทางกันนี้ ส่งผลให้ ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสของไพรซ์ ฟิวเจอร์ กรุ๊ป ในชิคาโก ระบุว่า หลังจากทรัมป์รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ อิทธิพลต่อราคาน้ำมันของโอเปกจะลดลง สวนทางกับอิทธิพลของสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ดังนั้น การผลิตจากสหรัฐจึงอาจกลายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อตลาดมากขึ้นๆ นอกจากนี้ผู้ผลิตของสหรัฐเริ่มมีความคงทนต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมากขึ้น จากข้อมูลของริสแทด เอเนอร์จี บริษัทที่ปรึกษา พบว่า จุดคุ้มทุนของราคาน้ำมันปรับลดลงจาก 59.03 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2014 เหลือ 29.44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ เมื่อเทียบกับจุดคุ้มทุนของอิหร่านที่ราว 15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และของซาอุดิอาระเบียที่ 12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ขณะเดียวกัน ชะตากรรมในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเองก็อยู่ในมือของทรัมป์เช่นกัน โดยทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจประธานาธิบดีของโอบามาในการยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านเสมอมา

ประการที่สาม เศรษฐกิจโลกในปีหน้ายังคงเป็นตัวกำหนดแรงซื้อน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันมีส่วนในการใช้สำหรับการประกอบการทางเศรษฐกิจ โดยจีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ก็ไม่ได้มีแรงซื้อมหาศาลเช่นเดิม หลังจากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ “นิวนอร์มอล” ขณะที่ด้านอินเดียเองก็เผชิญแรงกดดันจากการยกเลิกธนบัตรใหญ่ ซึ่งใช้ในการซื้อขายทั่วไปในอินเดีย

รานี มอลลา คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก รวบรวมข้อมูลจากไออีเอ และบีพี ผู้ผลิตโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก ระบุว่า วงจรการเติบโตของแรงซื้อน้ำมันโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยแรงซื้อในช่วงระยะยาวจะปรับตัวลง เช่น ปี 2025 ซึ่งคาดจะเหลือการเติบโตเพียง 5.7 ล้านบาร์เรล/วัน และปี 2035 จะลดลงอีก 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเทียบกับปี 2015 ที่แรงซื้อเติบโต 11.6 ล้านบาร์เรล/วัน

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวช่วงนี้จากการตอบรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปก ยังคงต้องรอดูต่อไปอีกว่าราคาน้ำมันจะเข้าสู่ขาขึ้นอย่างมั่นคงหรือไม่ หรือเป็นเพียงปฏิกิริยาตลาดเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน