posttoday
มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (โดยการแจกเงิน)

มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (โดยการแจกเงิน)

29 พฤศจิกายน 2559

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2559 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกับมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนจน โดยการจ่ายเงินให้คนละ 1,500-3,000 บาท ในกรณีที่มาจดทะเบียนคนจนและแจ้งว่ามีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี รวมเป็นจำนวนคนที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมด 5.4 ล้านคน คาดว่ารัฐจะต้องใช้เงินทั้งหมดจำนวน 12,750 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2559 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกับมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนจน โดยการจ่ายเงินให้คนละ 1,500-3,000 บาท ในกรณีที่มาจดทะเบียนคนจนและแจ้งว่ามีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี รวมเป็นจำนวนคนที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมด 5.4 ล้านคน คาดว่ารัฐจะต้องใช้เงินทั้งหมดจำนวน 12,750 ล้านบาท

ข้อดี-ข้อบกพร่อง

ผมคิดว่ามาตรการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่คงจะไม่มากนักเพราะเงิน 1 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจไทย (ประมาณ 13 ล้านล้านบาท) ในขณะเดียวกันคงทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้น โดยเป็นลักษณะของการใช้นโยบายประชานิยมหรือประชารัฐอะไรทำนองนั้น และเมื่อเป็นมติของคณะรัฐมนตรีที่ออกมาพร้อมกับการเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น

แต่ผมคิดว่า มาตรการนี้ก็มีข้อเสียอยู่หลายประการ จะเรียกว่าข้อเสียก็ไม่เชิง เพราะการช่วยเหลือคนจนในเนื้อแท้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลควรจะทำอยู่แล้ว ผมน่าจะพูดว่ามาตรการนี้มีข้อบกพร่องจะดีกว่า ก่อนอื่นเราควรเข้าใจตรงกันว่าการช่วยเหลือคนจนในลักษณะที่เหมาะสมควรจะเป็นการช่วยเหลือคนที่ยากจนจริงๆ แต่ในการจดทะเบียนคนจนของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่องหละหลวม ทำให้คนที่มาลงทะเบียนอาจจะไม่ใช่คนยากจนจริงๆ ก็ได้ เพราะมีการกรอกแบบฟอร์มเพียง 1 หน้ากระดาษ ระบุชื่อ ที่อยู่ รายได้ อาชีพ ทรัพย์สิน หนี้สิน และสวัสดิการ แต่ไม่มีการพิสูจน์โดยบุคคลที่สาม หรือโดยวิธีการที่น่าเชื่อถือได้ว่าข้อมูลที่กรอกในแบบฟอร์มนี้เป็นความจริงหรือไม่อย่างไรและการรับรองก็ทำได้โดยตัวผู้กรอกเองด้วย

ดังนั้น ข้อมูลที่กรอกไปจึงอาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้ และคนที่มากรอกแบบลงทะเบียนนี้ก็อาจจะไม่ยากจนจริงๆก็ได้ เราจึงแน่ใจไม่ได้ว่าคนจำนวน 8.3 ล้านคนที่มาลงทะเบียนคนจนนั้นเป็นคนยากจนจริงๆ สักกี่คน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทุกคนจะมากรอกข้อมูลที่เป็นจริงทั้งหมด แต่มีประเด็นที่ยังหละหลวมอยู่ ประเด็นแรกเกี่ยวกับอายุของผู้กรอกข้อมูลซึ่งกำหนดไว้ว่า ต้องมีอายุอย่างต่ำ 18 ปีเท่านั้น ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุเกิน 60 หรือ 65 ปีขึ้นไป สามารถมากรอกข้อมูลจดทะเบียนนี้ได้ และก็มีสิทธิที่จะได้เงินช่วยเหลือในงวดนี้ด้วย คำถามก็คือบุคคลผู้สูงอายุเหล่านี้หลายคนได้รับเงินเบี้ยชราเดือนละ 600-1,000 บาทไปแล้ว ยังสมควรที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500-3,000 บาทในรอบนี้อีกด้วยหรือไม่ จะเป็นการจ่ายซ้ำจ่ายซ้อนโดยไม่จำเป็นหรือไม่ ประการที่ 2 ในแบบฟอร์มนี้มีช่องกรอกอาชีพการทำงานว่าเป็น “การเรียนหนังสือ” ด้วย ซึ่งก็หมายความว่าเปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นนักศึกษามาจดทะเบียนเป็นคนจนด้วย เราลองนึกดูว่าถ้าเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องเรียนหนังสือเต็มเวลา คงไม่สามารถจะทำงานได้ เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีรายได้เป็นของตนเอง แล้วจะกรอกแบบฟอร์มนี้ว่าเป็นคนที่ไม่มีรายได้เลยด้วย การยอมให้นักศึกษามาลงทะเบียนคนจนเป็นการเปิดโอกาสมากเกินไปเพราะนักศึกษาหลายคนที่ผมรู้จักมีพ่อแม่ที่มีฐานะที่ดีอยู่แล้ว และหากเป็นนักศึกษาที่มาจากครอบครัวที่ยากจนจริงๆ วิธีการช่วยเหลือก็คงเป็นอีกลักษณะหนึ่ง เช่น การให้ทุนการศึกษา เป็นต้น

ประการที่ 3 การจดทะเบียนนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นข้าราชการบำนาญ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถเข้ามากรอกแบบฟอร์มนี้ได้ ผมคิดว่าความช่วยเหลือสำหรับบุคคลเหล่านี้ที่มีปัญหาความยากจนควรจะแยกออกกลุ่มบุคคลอื่นๆ เพราะบุคคลเหล่านี้อยู่ในระบบของภาครัฐซึ่งรัฐบาลสามารถใช้เป็นช่องทางเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้เป็นกรณีเฉพาะอยู่แล้ว

โดยสรุปผมคิดว่า มาตรการนี้อาจช่วยเหลือบุคคลบางกลุ่มที่ไม่มีปัญหาความยากจนจริงๆ ก็ได้ และบุคคลบางกลุ่มควรจะได้รับความช่วยเหลือในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่เป็นการหว่านเงินออกไปเช่นนี้ ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีคนยากจนอื่นๆ ที่ยังไม่มาลงทะเบียนคนจนและต้องพลาดโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้

มาตรการระยะสั้น ใช้เงินไม่มาก ไม่ต้องรัดกุมก็ได้?

การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของรัฐจำเป็นต้องมีความคุ้มค่า ความรอบคอบและความโปร่งใส ประเด็นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับรัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองเพราะให้เหตุผลประการหนึ่งว่า รัฐบาลชุดก่อนใช้เงินไปในนโยบายประชานิยม เช่น การจำนำข้าว ที่นำไปสู่ความเสียหายให้กับประเทศชาติ มีการรั่วไหล ทุจริต จนกระทั่งต้องฟ้องร้องกันอยู่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ รัฐบาลนี้จึงควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาวินัยการเงินการคลัง ผมเกรงว่าในอนาคตผู้เกี่ยวข้องอาจกลายเป็นจำเลยในคดีเกี่ยวกับความเสียหายของรัฐอันเกิดจากการละเมิดในลักษณะของการประมาทเลินเล่อ

อนึ่ง ผมเข้าใจว่าการจดทะเบียนคนจนนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ประกอบมาตรการในระยะยาว เพราะรัฐบาลตั้งใจว่าจะให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อในที่สุดจะจัดให้มีมาตรการภาษีเงินได้ติดลบ หรือ  Negative Income Tax คือหมายความว่า ถ้าบุคคลใดมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจน แทนที่จะต้องจ่ายภาษี กลับจะได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความยากจนได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่มาตรการเริ่มต้นจะต้องมีความรอบคอบรัดกุมตั้งแต่แรก มิฉะนั้นการขยายขอบเขตไปใช้ในระบบใหญ่ก็จะมีปัญหาในที่สุด ผมไม่อยากเห็นรัฐบาลนี้ใช้มาตรการช่วยเหลือคนจนเพื่อหาเสียงหรือหวังผลทางการเมืองในระยะสั้นเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา