
อเมริกาเตรียมรับเงินเฟ้อ หวั่นโลกเผชิญเอฟเฟกต์ยาว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
สถานการณ์ในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกที่เผชิญแรงเทขายมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี โดยมีเงินไหลออกแล้วถึงกว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42.5 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่รู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐนั้น อาจเป็นเพียงสัญญาณของความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
วิกฤตในตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ มีปัจจัยสำคัญมาจากการคาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ จะผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระหว่าง 5 แสน-1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.7-35.4 ล้านล้านบาท) ในแผนระยะยาว 10 ปี ซึ่งการใช้งบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นขนานใหญ่ในครั้งนี้ จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเปลี่ยนโฉมไปอย่างรวดเร็วจากยุคสมัย 8 ปี ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2008 และจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งสหรัฐและทั่วโลกตามมา
สหรัฐมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นราว 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 50 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2016 ที่ผ่านมา จนดันให้ตัวเลขหนี้ในปัจจุบันอยู่ที่กว่า 19 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 672 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะทะลุ 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 707 ล้านล้านบาท) เมื่อครบปีงบประมาณ 2017 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ดังนั้น แผนการลงทุนมหาศาลของทรัมป์ จึงหมายถึงหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งสมดุลทางการคลังที่ลดลงเช่นนี้จะสร้างความเสี่ยงต่ออันดับเครดิตของประเทศตามมา
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองว่านี่คือการก่อหนี้ที่คุ้มค่า เพราะเป็นการใส่เงินไปยังภาคเศรษฐกิจจริงที่เร็วที่สุดและถึงมือประชาชนทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่จะเป็นกำลังสำคัญของการก่อสร้างถนน สะพาน ทางหลวง ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ทางด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งที่สุดแล้วก็จะกระจายไปถึงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการบริโภคที่มีสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของจีดีพีสหรัฐ ถือเป็นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างดี
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับ “อัตราเงินเฟ้อ” ที่จะทะลุเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมช่วง 8 ปีที่ผ่านมาของยุคโอบามาที่กระเหม็ดกระแหม่และใช้ดอกเบี้ยต่ำติดดิน 0-0.25% มาแล้ว ไปสู่ยุค “นิวนอร์มอล” ของเศรษฐกิจที่เติบโต และมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007
หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่เฟดจะต้องรอท่ายื้อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสมดุลเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป
จากเดิมที่สำนักวิเคราะห์บางแห่งยังมองโลกในแง่ดีก่อนการเลือกตั้งว่า เฟดอาจจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ สถานการณ์จึงเปลี่ยนไปกลายเป็นว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีเดือน ธ.ค.นี้อย่างแน่นอน
ที่สำคัญก็คือ ยังอาจกระทบต่อแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในปี 2017-2018 ไปด้วย จากเดิมที่ “ด็อท พล็อต” หรือคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) เสียงส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าดอกเบี้ยปีหน้าจะปรับขึ้น 0.5% หรือปรับขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
หากทิศทางของดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มขาขึ้นเร็วกว่าเดิม เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อทั่วโลกที่ยังอยู่ในยุคดอกเบี้ยขาลงไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะแม้สหรัฐจะเป็นตลาดใหญ่ที่พึ่งการลงทุนโครงสร้างและการบริโภคภายในได้ แต่อีกหลายประเทศจะยังคงเสี่ยงหนัก โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกขนาดเล็ก เนื่องจากตลาดภายในไม่ได้ใหญ่พอที่จะพึ่งเฉพาะเศรษฐกิจภายในได้ อีกทั้งทิศทางการค้าโลกก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกหัวหรือก้อยในยุคของทรัมป์ การเติบโตของสหรัฐในยุคปกป้องทางการค้าจึงอาจจะไม่ได้ส่งผลดีอย่างเต็มที่ต่อเศรษฐกิจโลกไปด้วยเหมือนที่ผ่านมา และทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นเร็วกว่าคาดก็จะเป็นแรงกดดันต่อนโยบายการเงินของโลกไปด้วย
ผลกระทบสำคัญอีกด้านที่จะตามมาก็คือ ความผันผวนที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดทุนโลก ทั้งใน “แง่บวก” และ “แง่ลบ” ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ค่าเงิน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์
ในเบื้องต้นนั้น การคาดหวังถึงยุคนิวนอร์มอลของทรัมป์กำลังส่งผลลบต่อตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 2 ปี โดยทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลตัวหลักๆ ปรับขึ้นแทบจะทุกตัวและขึ้นแรง โดยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ปรับขึ้นไปทำสถิติสูงสุดรอบใหม่นับตั้งแต่ 1 ม.ค.ปีนี้ ที่ 2.26% จากที่เคยต่ำสุดเมื่อ 4 เดือนก่อนอยู่ที่ 1.318% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีของญี่ปุ่น ดีดตัวขึ้นจากระดับติดลบได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน อยู่ที่ 0.5% เพราะทิศทางเงินเฟ้อสูงในสหรัฐอาจทำให้การถือบอนด์ระยะยาวไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรและทองคำไปลงในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ซึ่งทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์พุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่มาแล้ว เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านโยบายอื่นๆ ของทรัมป์ยังเป็นมิตรกับนักลงทุนโดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคล หรือการคาดหวังถึงการยกเลิกกฎหมายดอดด์ แฟรงค์ ในภาคการเงินการธนาคาร
ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณการออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยไปสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ที่โยกเงินออกจากกองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ราว 30.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,050 ล้านบาท) เมื่อสิ้นเดือน มิ.ย. หันไปเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แทน
อย่างไรก็ดี ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐยังทำให้หลายคนเลือกที่จะมองระยะยาวกับทองคำต่อ เช่น กองทุนของ จอห์น พอลสัน ที่ยังถือสัญญาทองคำในเอสพีดีอาร์ถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.12 หมื่นล้านบาท) ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 หรือลดลงจากสิ้นไตรมาสก่อนหน้าเพียง 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 138 ล้านบาท)
ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแม้จะเริ่มมีสัญญาณชะลอการแข็งค่าลงมาบ้างแล้วเมื่อวานนี้ หลังจากที่ปรับแข็งค่าขึ้นอย่างหนักเมื่อวันที่ 11-14 พ.ย. หรือแข็งค่าแล้วกว่า 3% นับตั้งแต่รู้ผลการเลือกตั้งจนไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน แต่ภายใต้ทิศทางการคาดการณ์ข้างต้นทั้งเรื่องเงินเฟ้อและตลาดบอนด์ ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่าย เช่น แบงก์ออฟโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เชื่อว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะยังแข็งค่าต่อไปอีกระยะ โดยอาจไปแตะระดับ 110 เยน/เหรียญสหรัฐ จากราว 105.03 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา
แม้ค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะเป็นผลบวกต่อกลุ่มประเทศส่งออก ทว่าก็ยังต้องระวังเรื่องเสถียรภาพค่าเงินและผลกระทบจากนโยบายการค้าใหม่ของสหรัฐที่หากออกมาเลวร้าย ก็อาจจะทำให้ปัจจัยค่าเงินอ่อนค่าไม่ได้ช่วยอะไรมากเหมือนที่ผ่านมา และทำให้ที่สุดแล้ว ทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและตั้งรับผลกระทบของรัฐบาลทรัมป์ที่อาจจะเปลี่ยนเยอะ เปลี่ยนเร็ว และกระทบในแง่บวกและลบมากกว่าที่คาดไว้







