
แบงก์คงดอกเบี้ย2ปี
แบงก์เข้มปล่อยกู้ ดึงดอกเบี้ยต่ำ คาดปี 2561 ถึงจะเห็นดอกเบี้ยในประเทศขยับ แม้จะมีเงินไหลออก
แบงก์เข้มปล่อยกู้ ดึงดอกเบี้ยต่ำ คาดปี 2561 ถึงจะเห็นดอกเบี้ยในประเทศขยับ แม้จะมีเงินไหลออก
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยืนอยู่ที่ระดับ 1.5% ต่อไปจนถึงปี 2561 แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2560 อีก 2 ครั้ง ดอกเบี้ยก็จะยังต่ำกว่าดอกเบี้ยไทย
สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะทรงตัว คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐที่ปีหน้าคาดว่าจะโตที่ 8.5% ชะลอลงเล็กน้อยจากปีนี้ที่ 11.5% และการท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะโต 4.9% จากปีนี้ 8.6% แม้ว่าอัตราการขยายตัวของ 2 ปัจจัยนี้จะชะลอลงจากฐานที่สูงก็ตาม รวมทั้งการปรับดีขึ้นของภาคส่งออก จากปีนี้ที่น่าจะติดลบที่ 0.5% คาดว่าจะเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 0.8%
“สินเชื่อในระบบธนาคารยังขยายตัวต่ำ เพราะปัญหาหนี้เสียทำให้ธนาคารยังระมัดระวังในการปล่อยกู้ ความต้องการระดมเงินฝากจึงมีน้อย” นายเชาว์ กล่าว
อย่างไรก็ดี สมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รายงานการไหลออกของเงินทุนในช่วง 4 วันหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ (ช่วง 10-14 พ.ย.) พบว่ามีเงินไหลออกจากตลาดทุนอย่างชัดเจน โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแล้ว 4.86 หมื่นล้านบาท เทขายตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นส่วนมาก
นายเชาว์ กล่าวว่า เงินที่ไหลออกจากตลาดทุนไม่ได้กดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินนี้เป็นสภาพคล่องส่วนเกินที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ย และหวังกำไรอัตราแลกเปลี่ยน สิ่งที่จะดันให้ดอกเบี้ยขึ้นได้คือจะต้องมีการลงทุน จะเป็นโครงการของรัฐบาลหรือเอกชนก็ได้
สำหรับการส่งออกหรือการค้าระหว่างประเทศน่าเป็นห่วงประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนตามนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ว่าจะกระทบกับไทยมากน้อยอย่างไร
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ระบุว่า จะเห็นภาพธนาคารพาณิชย์ระดมเงินฝากในปลายปีหน้า หากสินเชื่อของธนาคารขยายตัว 6-7% การที่ดอกเบี้ยต่ำคนฝากเงินจะได้รับผลกระทบ แต่คนมีหนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่ำ เชื่อว่าปีหน้ารัฐบาลจะเริ่มลงทุนเมกะโปรเจกต์







