
บทสะท้อนเลือกทรัมป์ กลัวอนาคต เบื่อปัจจุบัน ถวิลโลกอดีต
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่อง ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ : บนทางแพร่งนโยบายต่างประเทศและการเมืองภายในหลังการเลือกตั้ง ณ อาคารเกษมอุทยานิน (ตึก 3)
ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าช็อกแบบที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่โทษที่ทำนายผิดพลาด ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ชนะแบบเฉียดฉิว โดยเฉพาะสามรัฐที่เป็นหัวใจของเดโมแครต คือ มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน นับว่าประสบความสำเร็จในการเจาะไข่แดงฮิลลารี คลินตัน
ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสหรัฐอิเล็กทอรัล คอลเลจ ซึ่งทรัมป์ชนะสามรัฐบวกกับฐานเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องนับรัฐที่เหลือ ทำให้ชนะเยอะและเป็นการถกเถียงครั้งสำคัญว่าควรจะมีการยกเลิกระบบนี้หรือไม่ ในอดีตทรัมป์เคยประณามระบบการเลือกตั้งนี้สร้างความหายนะต่อประเทศ สมัยบารัก โอบามา กับ มิตต์ รอมนีย์
อย่างไรก็ดี ระบบดังกล่าวส่วนตัวเห็นด้วย เพราะที่จริงแล้วระบบอิเล็กทอรัล คอลเลจ เพื่อป้องกันผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้นักการเมืองมาหาเสียงให้คนหลงเชื่อ และสาเหตุทรัมป์ชนะไม่ใช่คนส่วนใหญ่เลือกเพราะเป็นคนดี แต่เลือกอนาคตประเทศ เลือกคนเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาให้
อีกประการที่ทำให้ฮิลลารีแพ้ในสามรัฐ แม้คนวัยทำงานนิยมพรรคเดโมแครต แต่ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบาย และทรัมป์แสดงให้เห็นตรงนั้นเนื่องจากมีประชาชนตกงาน
“สำหรับผลกระทบเอเชียเร็วไปที่จะสรุปเมื่อทรัมป์ได้รับตำแหน่ง หลังวันที่ 20 ม.ค.จะทำตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ เพราะบนโลกความจริงโดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศอาจไม่แตกต่างจากโรนัลด์ เรแกน ซึ่งทรัมป์ต้องฟังข้าราชการกลาโหมและต่างประเทศในฐานะเป็นมืออาชีพ”
ขณะที่ สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าดูการเลือกตั้งสหรัฐรอบนี้ต่างกันหมดทั้งในเรื่องเพศสภาพ ความคิด นิติพื้นฐาน โดยคนมองฮิลลารีเป็นตัวแทนจากปีกบรรดาชนชั้นนำ แต่ในบริบททรัมป์ความต่างชัดตรงเป็นนักชาตินิยม โดดเดี่ยวนิยม และเป็นประชานิยม
อย่างไรก็ตาม บริบททั้งสามเป็นประเด็นน่าสนใจมากและถ้าหากอยู่สังคมอเมริกันก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น ฮิลลารีรับช่วงต่อจากโอบามา ทรัมป์นำเสนอหาเสียง คนเริ่มตกใจ วิธีหาเสียงนำเสนอแหวกจากประเพณีอเมริกัน สะท้อนบริบทสามอย่าง ความกลัวอนาคต เบื่อปัจจุบัน ถวิลหาโลกอดีต
“วันนี้คนชั้นล่างทำงานเยอะค่าตอบแทนน้อยหรืองานหายไปจากสหรัฐ บริบทส่วนนี้เป็นอะไรที่น่ากลัว ประเด็นเหล่านี้ถ้าจินตนาการเราเป็นคนอเมริกัน คนเริ่มเห็นถึงสาระการหาเสียงทรัมป์ ถือเป็นม้านอกสนาม หากสหรัฐถอยกลับมาเหมือนตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาตั้งหลักเขตแดนตัวเอง เมื่อผสมผสานและคนนำเสนอสาระ โจทย์น่าสนใจ”
แม้สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่และมีผลต่อระเบียบโลกหรือไม่ ซึ่งมองว่ามีสามแกน คือ มั่นคง เศรษฐกิจ และข้อตกลงระหว่างกัน แต่ทรัมป์มีท่าทีประนีประนอมมากขึ้นหลังชนะเลือกตั้ง
ด้าน ปราณี ทิพย์รัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเป็นปกติมาก คือ ประการแรก การเลือกตั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านทุกสี่ปี รวมถึงผู้นำทางนิติบัญญัติ สมาชิกวุฒิสภา ผู้ว่าการมลรัฐ เป็นกระบวนการปกติ
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านการปกครองใหม่ทุกสี่ปีแต่คาดหมายผลการเลือกตั้งผิดหักปากกาเซียนทั้งหมด ในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา มีการทำโพลส่วนใหญ่ไม่ผิดไปหรือหักหน้าเซียน เพราะโพลมีหลักฐานวิชาการ ในทางรัฐศาสตร์ไม่มีทางที่ใครทำนายได้ 100%
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทุกครั้งประเด็นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งการหาเสียง คือ ปากท้อง เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่สหรัฐเท่านั้นแต่ทั่วโลก เรื่องสีผิวก็ไม่เคยหายไป สุขภาพ และอื่นๆ แต่ประเด็นหลักนโยบายต่างประเทศสำคัญน้อยมากในการเลือกตั้ง แต่จะพูดถึงเหตุการณ์ 911 สงครามเวียดนาม หรือการป้องกันภัย
“มันสำคัญแต่ไม่ได้อยู่ในการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ควรฟุ้งซ่านมากว่าจะกระทบกับไทยมากแค่ไหน และหลายคนลืมไป ประธานาธิบดีสองสมัย ดังนั้น โอกาสคนในพรรคเดียวกันที่จะขึ้นมาอีกน้อยมาก ทุกคนลืม การเลือกตั้งครั้งนี้ การหาเสียง นโยบายน้อยมาก มีการโจมตีแต่คาแรกเตอร์ และจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่กับการเลือกตั้งสหรัฐ”
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนอะไรในสหรัฐ ไม่ใช่เฉพาะกระบวนการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันสร้างช่องว่างให้ห่างขึ้นในสหรัฐ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ การเมือง แต่ถึงยังไงก็ไม่ทอดทิ้งส่งเสริมต่อประชาธิปไตย เราในฐานะประเทศกำลังพัฒนา และกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตา
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า สหรัฐแม้ไม่มีการรัฐประหารแต่มีความรุนแรงทางการเมืองตลอดเวลา และโอกาสจะเกิดแบบนั้นกับทรัมป์ก็มีความเป็นไปได้
ส่วนพฤติกรรมการตัดสินใจคนอเมริกันโดยเฉพาะครั้งนี้ เป็นคนนอกเมือง ยากจน ซึ่งโดยปกติคนขาวเลือกรีพับลิกัน ซึ่งเป็นคนที่เลือกในแง่ฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ และคนเลือกเดโมแครต คือคนกลางๆ จบปริญญาตรี
“แต่ครั้งนี้เป็นการพังทลายกลุ่มพันธมิตรเดิมของโอบามาตั้งแต่ปี 2008 แต่ต้องเชื่อมโยงระบบเลือกตั้งสามรัฐ รวมถึงมลรัฐมิสเวส ซึ่งเป็นภูมิภาคขึ้นสนิมทางเศรษฐกิจ เคยรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือเหล็ก คือพันธมิตรหลักของโอบามา แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ คนขาวทั้งหญิงชาย คนขาวนอกเมืองเลือกรีพับลิกัน แต่มาครั้งนี้เลือกเดโมแครต คนเหล่านี้ได้รับผลกระทบกระแสเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนาฟต้า เกิดจากบุช แต่ทรัมป์ทำให้คนเข้าใจว่ามาจากบิล คลินตัน”







