
ตลาดเงินไทยผันผวนสั่น รับทรัมป์ชนะเลือกตั้งสหรัฐ
การพลิกมาชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ของ โดนัลด์ ทรัมป์
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
การพลิกมาชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นสิ่งที่พลิกความคาดหมายของตลาด ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนให้มีความไม่แน่นอนเกิดความผันผวนในระยะสั้น อย่างน้อยๆ ก็จะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงเดือน ม.ค.ปีหน้า ที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและมีนโยบายการทำงานที่ชัดเจนออกมา
ดังนั้น ระหว่างนี้ไป ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ (บอนด์) ทองคำ รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาทจะผันผวนมากขึ้น ตามข้อมูลต่างๆ ที่จะทยอยออกมาจากสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก
ตลาดคาดการณ์ว่า หากทรัมป์เน้นดูแลเศรษฐกิจในประเทศ ดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่เคยหาเสียงไว้ ย่อมส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อให้ปรับขึ้น กระทั่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยจากปัจจุบันที่ 0.25-0.50% ได้ตามเดิม ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐก็จะปรับแข็งค่าขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะขยายตัวได้
มากขึ้น
ภาวะเช่นนี้คงทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทอ่อนค่าลง สวนทางกับเงินเหรียญสหรัฐ และมีผลให้นักลงทุนต่างชาติโยกการลงทุนออกจากทั้งประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต) รวมถึงไทย และตลาดเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อนำเงินเข้าไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย หรือสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อย ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ บอนด์ เป็นต้น เพื่อรักษาเงินต้นไว้ก่อน
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ในระยะสั้นตลาดเงินน่าจะเกิดความผันผวนตามอารมณ์ของนักลงทุน อย่างไรก็ดีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอาจเร็วเกินไปที่จะประเมิน เพราะนโยบายของทรัมป์ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้จริงบ้าง แต่จากการประเมินเบื้องต้นนโยบายการค้าจากการตั้งกำแพงภาษีอาจส่งผลให้เกิดสงครามกีดกันการค้า (Trade War) เข้ามาแทนสงครามค่าเงิน (Currency War) ที่เคยใช้การลดดอกเบี้ยและอัดฉีดเม็ดเงิน (คิวอี) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นได้ ซึ่งประเทศที่เคยเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เช่น จีน และไทย อาจจะเหนื่อยมากขึ้น
สอดคล้องกับความเห็นของอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่มองว่า น่าจะเกิดความผันผวนในตลาดเพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่เงินทุนจะไหลเข้าไปที่สินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งเงินเหรียญสหรัฐและเงินเยนทำให้สกุลเหล่านี้แข็งค่าขึ้น ในระยะยาวนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเติบโตภายในประเทศของทรัมป์น่าจะทำให้แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นอีก แต่ก็ไม่คิดว่าปัจจัยการเมืองจะมีผลต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยเฟดน่าจะพิจารณาดอกเบี้ยตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งเฟดยังคงจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ ทำให้ทิศทางเงินบาทยังน่าจะอ่อนค่าต่อไป ในสิ้นปีนี้ค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ประมาณ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ
ขณะที่ จิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย(ทีเอ็มบี) ระบุว่า ค่าเงินบาทในปลายปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ระหว่างนี้เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างขึ้นประมาณ 34.50-35.50 บาท ตามข่าวนโยบายของผู้นำคนใหม่ที่จะทยอยออกมา โดยช่วงนี้ อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต น่าจะไม่ใช่จุดสนใจของนักลงทุนต่างชาติ เพราะนักลงทุนยังน่าจะรอความชัดเจนของนโยบายหลังการเลือกตั้งสหรัฐอีกสักระยะ จึงเป็นไปได้ว่าในช่วงนี้เงินทุนจากสหรัฐจะไหลเข้ามาในภูมิภาคและไทยไม่มากนัก และในระยะสั้นต้องจับตาดูว่านักลงทุนสัญญาอื่นๆ อย่างยุโรป ญี่ปุ่น จะถอนการถือลงทุนในไทยออกไปก่อนเพื่อปิดความเสี่ยง เพื่อไปถือลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยจนทำให้เห็นเงินทุนไหลกดเงินบาทให้อ่อนค่าลงอีกก็ได้ ต้องจับตาปัจจัยผลกระทบในระยะสั้นเหล่านี้ด้วย
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาหลังรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐ พบว่าผันผวนอย่างหนัก จากความกังวลนโยบายการต่างประเทศใหม่ของทรัมป์ ที่อาจไม่เอื้อต่อการลงทุนนอกสหรัฐ ทำให้นักลงทุนต่างชาติลดการลงทุนทั้งในหุ้นและพันธบัตรไทย ส่งผลให้ค่าความผันผวนของเงินบาทปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 5.25% สูงสุดในรอบ 1 เดือน จากระดับ 4.50% โดยเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมาเงินบาทลงไปอ่อนค่าสุดที่ระดับ 35.41 บาท
ด้าน จิมมี่ โค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธนาคารยูโอบี ระบุว่า ค่าเงินน่าจะมีความผันผวนมากขึ้นในระยะต่อไป อัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับขึ้น และเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น จากการใช้แรงกระตุ้นทางการคลังที่สูงขึ้นของประธานาธิบดีทรัมป์ และการย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเงินเหรียญสหรัฐของธุรกิจขนาดใหญ่จะกดดันให้เงินสกุลเอเชียอ่อนค่าลง และในสถานการณ์นี้อาจเห็นธนาคารกลางในเอเชียมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำยาวนานกว่าที่คาดไว้ เพื่อรองรับผลกระทบในทางลบที่เพิ่มขึ้นกับการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจ
เรื่องนี้ จาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยความไม่แน่นอนในต่างประเทศสูง เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทจะมีความผันผวนมากขึ้นไปอีกในระยะข้างหน้านี้ อย่างไรก็ดีพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถรองรับปัจจัยลบในต่างประเทศและความผันผวนในตลาดการเงินได้
สรุปจากมุมมองข้างต้น เห็นได้ชัดว่าทุกฝ่ายกังวลต่อความผันผวนที่จะมีมากขึ้นในระยะข้างหน้า ที่ตลาดการเงินโลกจะเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตามนโยบายของทรัมป์ แต่ไม่มีใครบอกได้ชัดว่าเงินทุนที่ต่างชาติถือลงทุนอยู่ในปัจจุบันจะไหลออกไปอีกเท่าไร จากที่ทยอยออกไปบ้างแล้ว
ในตลาดหุ้นไทยช่วงวันที่ 1-11 พ.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่รวมต้นปีถึงปัจจุบัน (11 พ.ย.) นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยที่ 9.93 หมื่นล้านบาท ส่วนการถือลงทุนในบอนด์ไทยของต่างชาติในปัจจุบัน (4 พ.ย.) อยู่ที่ประมาณ 7.7 แสนล้านบาท จากต้นปีถึงปัจจุบันที่เข้ามาซื้อสุทธิประมาณ 1.5 แสนล้านบาท คาดกันว่าในระยะสั้นที่ตลาดผันผวนอาจเห็นต่างชาติออกจากบอนด์ไทยประมาณ 1 ใน 3 ของวงเงินที่เคยเข้ามาถือลงทุน
ฉะนั้น ภาคธุรกิจใดที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินควรซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือปิดความเสี่ยงค่าเงินไว้ล่วงหน้าให้เรียบร้อย เพราะจากนี้ไปเงินบาทคงขึ้นๆ ลงๆ กระเพื่อมเป็นระยะตามปัจจัยต่างประเทศมากกว่าที่เคยเป็นมาแน่ ส่วนทิศทางดอกเบี้ยไทยน่าจะคงไว้ระดับนี้ที่ 1.5% ไปอีกนาน เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ตราบใดที่เงินเฟ้อไทยยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-4% และเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนกว่านี้ แถมยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนในประเทศอีกเช่นนี้ ดอกเบี้ยไทยคงไม่ไปไหน







