
หนี้เสียภาคธุรกิจส่อเพิ่มถึงต้นปี'60
สภาองค์การนายจ้าง แนะจับตาหนี้เสียเอสเอ็มอี หลังแบงก์ชาติชี้เอ็นพีแอลแบงก์พุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี
สภาองค์การนายจ้าง แนะจับตาหนี้เสียเอสเอ็มอี หลังแบงก์ชาติชี้เอ็นพีแอลแบงก์พุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า มีแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาคธุรกิจยังคงขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2560 โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เนื่องจากขณะนี้เริ่มขาดสภาพคล่อง เพราะยอดขายทั้งการส่งออกที่ปี 2559 ภาพรวมติดลบหรืออาจโต 0% ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศทิศทางยังคงไม่ขยายตัวจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยจากราคาข้าวที่ตกต่ำซึ่งจะกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตอื่นๆ
“ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า เอ็นพีแอลภาคธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 สูงสุดรอบ 5 ปี และมองว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารเองถือว่ามีความระมัดระวังปล่อยกู้มากแล้วแต่หนี้เสียก็ยังสูงมาก แต่ไม่มีใครพูดถึงหนี้เสียภาคธุรกิจที่กำลังเป็นปัญหาโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และเมื่อถึงสิ้นปีธนาคารจะมาดูสินเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะเงินกู้เบิกเกินบัญชี คาดว่าเอ็นพีแอลธุรกิจจะโตถึงต้นปีหน้า เพราะสัญญาณค่อนข้างชัดเจนในวงการค้ามีการขยายเครดิตจาก 30-90 วัน เป็น 90-120 วัน และบางส่วนเริ่มหนีและมีการฟ้องร้องแล้ว” นายธนิต กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่ากำลังซื้อในช่วงไตรมาส4 ไปจนถึงต้นปี 2560 จะยังทรงตัวหรือซึมต่อเนื่องด้วยปัญหาหลักจากรายได้เกษตรกรที่เป็นแรงซื้อขนาดใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวและอาจตกต่ำลง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขณะนี้ราคาข้าวตกต่ำมาก ขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง ขยับดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนอ้อยคาดจะดีสุด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามาตรการของรัฐบาลเริ่มปรับตัวดีขึ้นในการกระตุ้นแรงซื้อด้วยการหามาตรการช่วยเหลือชาวนา โครงการกู้ยืมเงินหมู่บ้าน เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมาอาจเกรงว่าจะเป็นการประชานิยม ซึ่งบางเรื่องจำเป็นก็ทำเป็นนโยบายประชารัฐ ส่วนปัญหาข้าวที่แท้จริงคือล้นตลาดต้องแก้ระยะยาว
สำหรับทิศทางลงทุนปี 2560 ภาคเอกชนคาดยังทรงตัวในระดับปัจจุบันไปจนถึงกลางปี 2560 เพราะกำลังผลิตยังเหลือเฉลี่ย 30%







