posttoday
โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะรวบ ฉุดเอเชียเสี่ยงยาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะรวบ ฉุดเอเชียเสี่ยงยาว

10 พฤศจิกายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ทันทีที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าชัยชนะเบ็ดเสร็จครั้งแรกในรอบ 8 ปี ทั้งชัยชนะในฝ่ายบริหารกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2016 และชัยชนะฝ่ายนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อวานนี้ ตลาดทุนทั่วโลกโดยเฉพาะฝั่งเอเชีย ต่างขานรับในแดนลบทันทีสู่ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่สหราชอาณาจักรลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว เป็นตลาดที่ดิ่งลงแรงที่สุดถึง 5.36% หรือหายไป 919.84 จุด ปิดที่ 16,251.54 จุด เช่นเดียวกับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นทันทีกว่า 3% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ไปแตะระดับราว 102 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อช่วงสายวานนี้ จากที่เคยอ่อนค่าก่อนหน้านี้อยู่ที่ราว 105 เยน/เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นและค่าเงินของประเทศ อื่นๆ ในเอเชียต่างก็สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

เพราะชัยชนะของทรัมป์ โดยเฉพาะการชนะอย่างเบ็ดเสร็จในสภาคองเกรสด้วย หมายความว่าบรรดานโยบายด้านเศรษฐกิจ การค้า และการต่างประเทศที่เน้น “อเมริกามาก่อน” และจะไม่มีทางให้ประเทศอื่นๆ มาได้เปรียบประเทศตนเองนั้น กำลังจะกลายเป็นจริงในเร็วๆ นี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องทางการค้า การทิ้งความตกลงทีพีพี และทิศทางของทรัมป์ที่มุ่งไล่บี้ “จีน” เป็นชาติแรกนั้น ก็ยังมีแนวโน้มสูงที่จะส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียเป็นลูกโซ่ตามมาด้วยโนริฮิโระ ฟูจิโตะ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสของบริษัทหลักทรัพย์ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สแตนลีย์ ซีเคียวริตีส์ ให้มุมมองภาพรวมกับบลูมเบิร์กว่า กรณีของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นคนละระดับที่ต่างไปจากเบร็กซิต เพราะยังหมายถึงกรอบการทำงานของโลกที่ต้องเปลี่ยนไปตามประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 รายนี้ด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือ
ตลาดทุนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเรื่องความมั่นคงในชาติ และนโยบายต่างประเทศด้วย

“เรามีแผนทางเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม เราจะเพิ่มอัตราการเติบโตเป็นสองเท่า และมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากกว่าใครในโลกนี้ ในเวลาเดียวกัน เราก็จะร่วมมือไปด้วยกันกับชาติอื่นๆ ที่ยินดีที่จะร่วมกันกับเรา” คือถ้อยแถลงตอนหนึ่งของทรัมป์ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะเมื่อวานนี้ ที่แม้จะดูไม่แข็งกร้าว แต่ก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่า โลกอาจต้องปรับตัวรับสหรัฐในยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปแล้ว

ประการแรกนั้น ทิศทางการค้าของสหรัฐจะไปในลักษณะของการปกป้องทางการค้า (Protectionism) อย่างแน่นอน นโยบายที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งระหว่างหาเสียงก็คือ ทรัมป์จะใช้อำนาจพิเศษในฐานะประธานาธิบดี หรือไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรส ในการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 45% และสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก 35%

การใช้มาตรการกำแพงภาษีเช่นนี้นอกเหนือไปจากมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (เอดี) ที่ใช้กันเป็นปกติอยู่แล้วในแต่ละประเทศ จะกระทบทั้งต่อจีนและประเทศคู่ค้า และยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่น่ากังวลขึ้นมาด้วย เพราะจีนในวันนี้เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก ที่เชื่อมโยงการนำเข้าวัตถุดิบจากหลายประเทศก่อนผลิตเป็นสินค้า
ส่งออก

วิธีหนึ่งที่จะตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 15-45% โดยไม่ใช่เอดีแบบนี้ อาจใช้ได้ในฐานะมาตรการตอบโต้ทางการค้ารูปแบบหนึ่งจากสหรัฐ โดยพ่วงเข้ากับเรื่องการปั่นค่าเงิน ซึ่งทรัมป์เองเคยหาเสียงเอาไว้เช่นกันว่าจะประกาศขึ้นบัญชีจีนเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงินหยวน 

หากทรัมป์เอาจริงในแง่ของการขึ้นบัญชีดำจีนเรื่องค่าเงิน ก็อาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทั้งจีนและเอเชีย ในแง่ที่ชาติเอเชียหลายประเทศเป็นคู่ค้าสำคัญกับจีน และในแง่ที่ค่าเงินของหลายประเทศเอเชียมักเคลื่อนไหวสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินหยวน ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมมากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่คาดกันว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อเนื่องอีกระยะ เนื่องจากความไม่ชัดเจนในนโยบายของทรัมป์

อัลวิน ลิว นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสกลุ่มธนาคารยูโอบี คาดการณ์ว่า ชัยชนะของทรัมป์อาจส่งผลให้ตลาดเงินผันผวน โดยตลาดหุ้นจะเผชิญแรงกดดันชัดเจน และอาจทำให้นักลงทุนหันความสนใจจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทองคำ ค่าเงินเยน และค่าเงินสวิสฟรังก์ 

ทางด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระดับพหุภาคี เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) มีแนวโน้มสูงที่จะถูกทิ้งกลางคันตามที่ได้หาเสียงไว้กับกลุ่มสหภาพแรงงานและชาวอเมริกันที่กลัวการแข่งขันของโลกาภิวัตน์ โดยมีแนวโน้มที่จะหันไปเพิ่มความเข้มข้นทางการค้าในระดับทวิภาคีเป็นรายประเทศแทน นอกจากนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะสั่งทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ระหว่างสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก เพื่อเพิ่มความได้เปรียบให้ประเทศของตนเองมากขึ้น ขณะที่เอฟทีเอข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างสหรัฐและอียูนั้น ก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะตั้งไข่ได้เช่นกัน

ดไวท์ ฮัทชิน ประธานหอการค้าสหรัฐ ในสิงคโปร์ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีก่อนหน้านี้โดยยอมรับว่า รู้สึกกังวลกับอนาคตของทีพีพี และจำเป็นต้องย้ำให้สภาคองเกรสตระหนักว่า 95% ของผู้บริโภคทั่วโลกในทุกวันนี้อยู่นอกสหรัฐ ดังนั้น สหรัฐจึงจำเป็นต้องออกไปเล่นในตลาดดังกล่าว 

เหล่านี้ยังเป็นเพียงผลกระทบเศรษฐกิจทางตรงเพียงส่วนหนึ่งจากทรัมป์ ยังไม่นับรวมผลกระทบทางอ้อมที่จะมาจากการดำเนินนโยบายภายในสหรัฐเองอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการแต่งตั้งผู้ว่าการเฟดต่อจากเจเน็ต เยลเลน ที่จะหมดวาระในปี 2018 ตัวของทรัมป์เองนั้นเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป ทว่าด้วยภาวะปัจจุบันนี้อาจเป็นเรื่องยากขึ้นหากจะตัดสินว่า การฟื้นตัวของสหรัฐในยุคเอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์ จะไม่ถูกกระทบจนทำให้เฟดสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน