
มรดกโอบามา สู่ฮิลลารี สัมพันธ์จีนยังตึงเครียด
โดย...nนันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...nนันทิยา วรเพชรายุทธ
หากไม่มีเรื่องที่เหนือความคาดหมายเข้ามาเหมือนเหตุการณ์เบร็กซิตในเดือน มิ.ย. “ฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครต ก็น่าจะเป็นผู้ชนะแบบเฉียดฉิวเฉือน “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกันไปในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 8 พ.ย. หรือที่คาดว่าจะทราบผลเอ็กซิตโพลครบทุกรัฐใหญ่ๆ ได้ตั้งแต่ประมาณ 11.00 น. วันนี้ ตามเวลาในบ้านเราเป็นต้นไป
สำหรับตลาดทุนส่วนใหญ่แล้ว การได้ฮิลลารีมาย่อมหมายถึงสถานการณ์ที่คาดเดาทางได้ไม่ยากและเป็นผลบวกทางเศรษฐกิจมากกว่า เมื่อมองจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มทยอย
ฟื้นตัวดีขึ้น เจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะบวกรับทันที โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะฟื้นตัวได้กว่า 3% จากที่ปิดลบไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในยุโรปและตลาดเกิดใหม่ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นไปรับประมาณ 3-4% เช่นกัน
ขณะที่ในเอเชียนั้น การที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีหญิงอาจไม่ต่างอะไรมากกับการได้รัฐบาลโอบามาสมัยที่ 3 เพียงแต่ต่างกันในรายละเอียดที่คาดว่าจะมีแรงกดดันมากกว่า และสถานการณ์อาจจะตึงเครียดกว่า เมื่อเทียบจากท่าทีที่แข็งกร้าวสมัยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยเฉพาะทิศทางต่อจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)
สื่อในจีนและฮ่องกงหลายแห่งรายงานเกาะติดการเลือกตั้งในสหรัฐอย่างเข้มข้น ในฐานะประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ ประเทศลูกหนี้รายใหญ่ และคู่แข่งอิทธิพลที่สำคัญในเอเชีย ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้สัญญาณจากจีนจะอยากได้ฮิลลารีมากกว่าทรัมป์ เพราะคาดเดาทิศทางที่ชัดเจนได้มากกว่า แต่หากฮิลลารีเป็นฝ่ายชนะก็ใช่ว่าจะเป็นผลดีต่อจีนไปกว่าทรัมป์มากนัก
ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมา ทั้งทรัมป์และฮิลลารีต่างก็ใช้จีนเป็นศัตรูเหมือนกันในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ ซึ่งฮิลลารีย้ำมาหลายครั้งว่าจะแก้ปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมและจะทำให้จีนยอมรับเกมใหม่ หากตนเองเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง
หากพิจารณาดูสมัยของโอบามาเป็นบรรทัดฐาน จะพบว่าการค้าและการลงทุนระหว่างจีนและสหรัฐเองเริ่มทวีความตึงเครียดในยุคหลัง สินค้าหลายรายการถูกหยิบยกขึ้นฟ้องกันไปมาในเวทีองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เพื่อดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด จนอาจกล่าวได้ว่าสงครามการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายได้เริ่มขึ้นมานานแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ทรัมป์เข้ามาเล่นแต่อย่างใด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าประเภทเหล็ก
ในช่วงกลางปีนี้ สหรัฐได้ตั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) กว่า 500% สำหรับเหล็กบางประเภทที่นำเข้าจากจีน จากสินค้ากลุ่มเหล็กปกติที่ถูกตั้งกำแพงภาษีสูงสุด 266% เนื่องจากพบว่าเหล็กที่เข้ามาจำหน่ายในสหรัฐนั้นราคาถูกกว่าราคาตามท้องตลาด โดยเป็นผลมาจากการอุดหนุนภายในของจีน ซึ่งเป็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากแผงโซลาร์เซลล์ก่อนหน้านี้
ในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเองก็ตั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด 33% กับสินค้าเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ทำอาหารสัตว์ (ดีดีจี) จากสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปจีนราว 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีแผนจะขยายไปยังสินค้าประเภทถั่วเหลืองต่อไปด้วย ขณะที่สหรัฐเองต้องนำเรื่องที่จีนใช้มาตรการตอบโต้การนำเข้าไก่แช่แข็งจากสหรัฐขึ้นร้องเรียนในเวทีดับเบิ้ลยูทีโอ สะท้อนถึงสถานการณ์การค้าที่ร้อนแรงระหว่างทั้งสองฝ่าย
นอกจากเรื่องการค้าแล้ว ยังเป็นที่ทราบกันดีว่าฮิลลารีมีความเป็น “สายเหยี่ยว” มากกว่าในเรื่องของนโยบายต่างประเทศและการทหาร
ทอม แรฟเฟอร์ตี ผู้จัดการภาคพื้นจีนของสถาบันอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีว่า นโยบายต่างประเทศในยุคของฮิลลารีน่าจะยังคงไม่ต่างจากโอบามาไปมากนัก เพียงแต่อาจจะตึงเครียดกว่าและอาจถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงได้ โดยเฉพาะในเรื่องทะเลจีนใต้ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์จีนผ่านสื่อ และการสนับสนุนให้สหรัฐเพิ่มกำลังทหารทั้งในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก
อย่างไรก็ดี แม้ว่ายุคของฮิลลารีน่าจะยังเป็นการกดดันจีนอย่างต่อเนื่อง ทว่าจีนก็ยังเลือกฮิลลารีมากกว่าทรัมป์
เพราะแม้ว่าตลอดช่วง 8 ปีของรัฐบาลโอบามา จะเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์กับจีนมีความตึงเครียดเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น กรณีทะเลจีนใต้ เกาหลีเหนือ และการทุ่มตลาด ทว่าโอบามาก็ไม่เคยประกาศขึ้นบัญชีให้จีนเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงินอุดหนุนการส่งออก เพื่อให้สหรัฐสามารถใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับจีนได้อย่างเป็นทางการ ไม่เหมือนกับที่ทรัมป์ขู่มาตลอดว่าจะทำ มีเพียงการคงรายชื่อของจีนอยู่ในประเทศที่ต้องจับตามองเท่านั้น
ในขณะที่จีนเองก็ยังคงเป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากที่สุดอยู่ และตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จีนก็ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของสหรัฐ ในสัดส่วนถึง 15.4% หรือเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศนี้ทั้งแข่งขันและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่ในที ที่แม้จะกดดันกันและกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็อาจไม่ได้ต้องการเห็นความพินาศปั่นป่วนของแต่ละฝ่าย
สิ่งที่จีนน่าจะเป็นห่วงมากกว่าก็คือ อนาคตของทีพีพี ซึ่งถือเป็นสิ่งชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดของนโยบายปักหมุดในเอเชีย
เพราะแม้ว่าในระหว่างการหาเสียงที่ผ่านมา ทั้งทรัมป์และฮิลลารีจะกล่าวโจมตีและไม่เห็นด้วยกับทีพีพีอย่างชัดเจน ทว่าในรายละเอียดนั้น ฮิลลารียังเปิดช่องความเป็นไปได้ของการทบทวนรายละเอียดมากกว่าจะยกเลิกไปทั้งหมดเหมือนกับทรัมป์
สิ่งที่ฮิลลารีย้ำก็คือ จะไม่ทำข้อตกลงการค้าที่ทำร้ายชาวอเมริกัน หรือเป็นผลเสียต่อการจ้างงานของชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ย้ำไปยังสหภาพแรงงาน บลูคอลลาร์ทั่วประเทศ เช่น ในรัฐมิชิแกน ดังนั้นหากรัฐบาลฮิลลารีสามารถย้ำความเชื่อมั่นกับประชาชนชาวอเมริกันหลังจากนี้ได้ว่า ทีพีพีจะไม่เป็นอันตรายกับงานของชาวอเมริกันมากอย่างที่กังวลกัน หรือเมื่อเทียบกับประโยชน์อื่นๆ ที่ประเทศจะได้รับแล้วเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่านั้น ฮิลลารีก็อาจจะผลักดันทีพีพีไปสู่ขั้นตอนของการให้สัตยาบันได้ในที่สุด หลังการทบทวนรายละเอียดบางอย่างหรือการทำความเข้าใจกับประชาชน
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านอกจากฮิลลารีจะเป็นแกนนำสำคัญที่หนุนนโยบายปักหมุดเอเชียของโอบามาแล้ว ก็ยังเป็นคนที่สนับสนุนทีพีพีมาตั้งแต่เริ่มต้นด้วย จนกระทั่งเว็บไซต์วิกิลีกส์ได้แฉอีเมลการสื่อสารของฮิลลารีกับลูกทีม ที่สะท้อนว่าฮิลลารีไม่ได้ต่อต้านทีพีพี แต่จำเป็นต้องพูดหาเสียง และไม่มีอะไรเลยที่บ่งชี้ว่าจะทิ้งข้อตกลงการค้าที่มีการเจรจากันมานานกว่า 5 ปีนี้ทิ้งไป
จึงไม่น่าแปลกใจที่ฝั่งจีนเองจะเร่งการเดินหน้าปรับทัพเต็มที่ ทั้งการปฏิรูปภายในบ้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กกับถ่านหิน และปรับโมเดลลดพึ่งพาการส่งออก กระตุ้นบริโภคภายใน ไปพร้อมกับการขยายอิทธิพลในต่างประเทศ ทั้งผ่านแผนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ตะลุยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ โดยมีธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (เอไอไอบี) เป็นแหล่งเงินสำคัญ และยังอยู่ระหว่างการเร่งเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) โดยไม่ต้องรอว่าใครจะมาเป็นผู้นำสหรัฐคนต่อไป
เพราะไม่ว่าประธานาธิบดีคนต่อไปจะเป็นใคร แรงกดดันที่มีจีนก็อาจไม่ได้แย่น้อยไปกว่ากันมากนัก ในยามที่สหรัฐและจีนต่างก็ต้องการครองอิทธิพลในภูมิภาคเอเชีย







