posttoday
โลกาภิวัตน์ถึงทางแยก ค้าเสรีปรับทัพรับชาตินิยม

โลกาภิวัตน์ถึงทางแยก ค้าเสรีปรับทัพรับชาตินิยม

08 พฤศจิกายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การลงประชามติของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) เมื่อเดือน มิ.ย.เรื่อยมาจนถึงการเดินขบวนหลายครั้งในยุโรปเพื่อประท้วงตกลงค้าเสรีระหว่างยุโรป-สหรัฐ และการเลือกตั้งสหรัฐ 8 พ.ย.นี้ ที่เต็มไปด้วยเรื่องของการ “ปิด” มากกว่า “เปิดรับ” การเน้นเรื่องราวและผลประโยชน์ภายในของอเมริกาเองมากกว่าการสอดประสานเป็นส่วนหนึ่งของโลกนั้น อาจถือเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนมากที่สุดว่า โลกาภิวัตน์และการค้าเสรี กำลังเดินมาถึงจุดเสื่อมถอยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ

และหากนับรวมของเก่าอย่างความล้มเหลวของการเจรจาระดับพหุภาคีในเวทีองค์การการค้าโลก (ดับเบ้ิลยูทีโอ) รอบโดฮา ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2001 ก็อาจถือเป็นความเสื่อมถอยในรอบเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว

อาจกล่าวได้ว่านอกจาก เซต้า หรือข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างแคนาดาและยุโรป ที่มีการลงนามระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายไปเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาแล้ว โลกแทบไม่มีความคืบหน้าเรื่องความตกลงการค้าเสรีทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีให้เห็น ซึ่งตรงกันข้ามกับกระแสการประท้วงต่อต้านที่ขยายวงไปในหลายประเทศโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกทั้งในสหรัฐและยุโรป

เหตุผลประการแรกที่อาจระบุได้ว่า เป็นสาเหตุความเสื่อมถอยของโลกาภิวัตน์ คือวิกฤตการณ์ภาคการเงินในปี 2008 ซึ่งลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา จากช่วงเวลาดังกล่าว ปริมาณการค้าทั่วโลกได้ประสบภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ปริมาณการค้าก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับไปถึงจุดเฟื่องฟูก่อนยุค 2008 ได้อีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและยุโรปยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ขณะที่จีนประสบปัญหาหลายอย่างรุมเร้าจากการเร่งโตมากเกินไปก่อนหน้านี้

ดับเบิ้ลยูทีโอคาดการณ์ว่า ปริมาณการค้าทั่วโลกในปี 2016 นี้ จะลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์การเงินปี 2009 โดยจะขยายตัวได้เพียง 1.7% เท่านั้น ต่ำกว่าคาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ซึ่งอยู่ที่ 2.8% และที่แย่กว่าก็คือ สถานการณ์ปีหน้าจะยังไม่ดีขึ้นไปกว่ากันมากนัก โดยลดจากคาดการณ์เดิมที่ขยายตัว 3.1% ลงมาอยู่ที่ 1.8% เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ปริมาณการค้าโลกเหล่านี้ก็เป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของการค้าโลกขาลง ทว่าก็ยังไม่ใช่ประเด็นหลักที่เรียกแขกให้เกิดการประท้วงกระจายตัวอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ และอาจถือเป็นการกลับมาของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่ชัดเจนที่สุดในรอบ 10 ปีก็ว่าได้

ในฝั่งยุโรปนั้นมีการประท้วงต่อต้านความตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนข้ามแอตแลนติก (ทีทีไอพี) หรือเอฟทีเอระหว่างยุโรปและสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แต่สิ่งที่หลายฝ่ายประหลาดใจก็คือ มีการประท้วงเกิดขึ้นเป็นวงกว้างที่เยอรมนี ทั้งที่เขตเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของยุโรปรายนี้มีความได้เปรียบเรื่องดุลการค้าที่เกินดุล และคาดว่าอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 3.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 10 ล้านล้านบาท) ในปีนี้

อีโคโนมิสต์ระบุว่า แม้จะดูไม่มีเหตุผลที่ต้องต่อต้าน แต่ส่วนหนึ่งอาจอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเยอรมนีสามารถรักษาความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระดับหัวแถวได้เองอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเอฟทีเอเพิ่ม ดังนั้น เอฟทีเอใหม่จึงถูกมองว่าเข้ามาช่วยประเทศอื่นๆ ในยุโรป ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้อยกว่าตัวเอง และทำให้ประเทศตนเองต้องเสี่ยงต่อการถูกเพื่อนบ้านตีตื้นขึ้นมาแทน

หากสอบถามในฝั่งประชาชนผู้ต่อต้านนั้น ชาวเยอรมันส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า เอฟทีเอขนาดใหญ่นี้จะลดทอนสิทธิของผู้บริโภคลง รวมถึงลดทอนเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงข้อมูล ขณะที่ความตกลงเรื่องศาลที่ปกป้องนักลงทุนยังอาจเอื้อต่อบรรษัทข้ามชาติมากกว่าผลประโยชน์ของผู้บริโภคในท้ายที่สุดด้วย

ขณะที่แรงต้านข้อตกลงทีพีพีในสหรัฐ จนแม้แต่ ฮิลลารี คลินตัน ที่เคยสนับสนุนก่อนหน้านี้ยังไม่กล้าออกตัวแรง ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นหาเสียงว่าจะยกเลิกหากชนะเลือกตั้งนั้น ก็ถือเป็น 1 ในเหตุผลที่คลาสสิกที่สุดอย่างหนึ่งของการต่อต้านเอฟทีเอ คือ ชาวอเมริกันในกลุ่มผู้ใช้แรงงานจะเสี่ยงต่อการตกงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งในกรณีคาดการณ์เลวร้ายที่สุดอาจทำให้มีตำแหน่งงานในประเทศหายไปถึงเกือบ 4.5 แสนอัตราเลยทีเดียว เนื่องจากภาคเอกชนจะแห่ไปลงทุนในเวียดนามและประเทศค่าแรงต่ำกันยิ่งกว่าในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา   

อีกเหตุผลประการหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ภาวะชาตินิยมที่ถูกปลุกเร้ารุนแรงอีกครั้ง โลกาภิวัตน์ที่เฟื่องฟูสุดขีดตลอดช่วงหลายทศวรรษมานี้ทำให้เกิดการข้ามพรมแดนอย่างมากในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษที่ต่างไปจากการรับผู้อพยพจากสงครามในประเทศอื่นๆ เพราะผู้อพยพและชาวต่างชาติจำนวนมากมาในแบบที่แข่งขัน แย่งงาน และแย่งทรัพยากรกับคนท้องถิ่น จนสะสมต่อเนื่องและกลายเป็นเบร็กซิตอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง เช่นเดียวกับปัญหาผู้อพยพในยุโรปที่นำไปสู่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและก่อการร้าย จนปลุกให้กระแสชาตินิยมกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมพรรคการเมืองขวาจัด ดังที่หลายพรรคขวาจัดเริ่มได้คะแนนนิยมมากขึ้นในเยอรมนี และเบลเยียม

อย่างไรก็ตาม ความตกลงค้าเสรีแคนาดา-ยุโรป หรือเซต้า ที่เพิ่งมีการลงนามกันไปหมาดๆ ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนเช่นกันว่า การค้าเสรียังไม่ได้เดินไปสู่ทางตันอย่างแท้จริง และยังมีช่องทางให้สามารถบรรลุดีลได้เสมอ

โอกาสในที่นี้ยังมีขึ้นพร้อมกับที่หลายประเทศในเอเชียยังเปิดกว้างรับการค้าและการลงทุนใหม่ๆ เช่น อินโดนีเซียที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับออสเตรเลียในระดับทวิภาคี หลังจากที่มีข้อตกลงเอฟทีเอในระดับของอาเซียนไปแล้ว ทั้งอาเซียน-ออสเตรเลีย และอาเซียน+6 เพื่อทำให้การค้าและการลงทุนทั้งสองฝ่ายเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่อินโดนีเซียกำลังต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปูทางไปสู่การเป็นตลาดค้าปลีกและบริการที่มีประชากร 250 ล้านคน

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ได้เดินทางเยือนอินเดีย เพื่อวางรากฐานความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจและการค้าใหม่กับหลังจากที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะการเจรจาความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกันต่อไป สะท้อนว่าแม้ปัญหาผู้อพยพและความรู้สึกชาตินิยมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดเบร็กซิต แต่ที่สุดแล้ว อังกฤษก็ไม่มีทางปฏิเสธการเชื่อมต่อกับโลกผ่านทางการค้าและการลงทุนที่จะช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศมั่งคั่งได้ และยิ่งมีความเสี่ยงกับอนาคตที่ไม่แน่นอนภายในภูมิภาค อังกฤษเองก็ยิ่งมีแรงขับให้ออกไปหาโอกาสทางเศรษฐกิจกับประเทศนอกภูมิภาคมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน