
แรงกระตุ้นยังเงียบ เศรษฐกิจโค้งท้าย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลจะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงท้ายของปี 2559 ที่เหลือเวลาอีก 2 เดือน เพราะรัฐบาลไม่ต้องการดำเนินการอะไรในช่วงนี้ให้เป็นการสวนความรู้สึกประชาชนที่อยู่ในช่วงเศร้าโศกแสนสาหัส นอกจากนี้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะรัฐบาลประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ 3.3% และประมาณการว่าในปีหน้า 2560 จะขยายตัวได้ 3.4%
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่ได้ปิดประตูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ในทางตรงข้ามได้มีการออกมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ขยายตัวในระดับสูง หลังจากมีสัญญาณแผ่วลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยการออกมาตรการที่รัฐบาลพยายามเลี่ยงให้เป็นแค่มาตรการที่ดำเนินการปกติ ได้แก่ การเติมเงินให้กองทุนหมู่บ้านอีกหมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท รวม 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้การบริโภคภาคเอกชนมีความคึกคัก
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า มาตร การเติมเงินกองทุนหมู่บ้านไม่ได้เป็นมาตรการพิเศษเพื่อออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินมาก่อนหน้า และเห็นว่าได้ผล ก็อยากให้มีการทำเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้
มาตรการล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การพยุงราคาข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.3 หมื่นบาท ที่ให้สินเชื่อชะลอการขายตันละ 9,500 บาท ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุง 2,000 บาท และค่าเก็บรักษาในยุ้งฉาง 1,500 บาท และสัปดาห์นี้ยังมีการออกมาตรการพยุงราคาข้าวเปลือกเจ้าเพิ่มเติมตันละ 1.05 หมื่นบาท เป็นการให้สินเชื่อชะลอการขายตันละ 7,000 บาท ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุง 2,000 บาท และค่าเก็บรักษาในยุ้งฉาง 1,500 บาท และมาตรการพยุงราคาข้าวหอมปทุมตันละ 1.13 หมื่นบาท เป็นสินเชื่อชะลอการขาย 7,800 บาท ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุง 2,000 บาท และค่าเก็บรักษาในยุ้งฉาง 1,500 บาท
มาตรการพยุงราคาข้าวเปลือกทั้งหมดจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกหลายหมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เมื่อเสริมกับมาตรการเงินกองทุนหมู่บ้านย่อมส่งผลทำให้การบริโภคภาคเอกชนในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีกระเตื้องขึ้นไม่น้อย
นอกจากนี้ การประกาศขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เป็น 7% ที่สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมาออกไปอีก 1 ปี ให้ไปสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2560 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ทุกรัฐบาลดำเนินการมาตลอด เพราะการลดภาษีช่วยกระตุ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนของประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่องไม่สะดุด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญที่รัฐบาลเดินหน้ามาตลอดปีที่ผ่านมา คือ มาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และให้หักลดหย่อนภาษี 2 เท่า หากลงทุนในปีนี้ ซึ่งมาตรการนี้ยังออกผลไม่เต็มที่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการปรับมาตรการจากเดิมที่กำหนดว่าโครงการลงทุนจะต้องเสร็จภายในปีนี้ถึงจะหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เป็นให้เริ่มลงทุนในปีนี้ก็หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในส่วนที่มีการลงทุนได้จริงในปีนี้
ที่ผ่านมา สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประกาศเดินหน้าเร่งการลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้มากที่สุด โดยจะเดินสายชักชวนให้เอกชนลงทุนทั่วประเทศ เพื่อให้ได้การลดหย่อนภาษี 2 เท่า ที่จะสิ้นสุดปีนี้และจะไม่มีการขยายเวลาของมาตรการนี้ออกไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่าเอกชนยังไม่ทราบว่ามีมาตรการกระตุ้นลงทุนหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และเอกชนบางรายเข้าใจผิดว่าต้องเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ถึงจะได้รับลดหย่อนภาษี 2 เท่า แต่ในข้อเท็จจริงเอกชนทุกรายทุก และการลงทุนใหม่ทุกขนาดได้รับลดหย่อนภาษีหมด เช่น การซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ก็นำมาลดหย่อนภาษี 2 เท่าได้
สำหรับการเดินสายการเร่งการลงทุนภาคเอกชน จะทำผ่านคณะกรรมการบริหารการคลังจังหวัด ให้เร่งประชาสัมพันธ์ลงทุนลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าให้ผู้ประกอบการได้รับทราบ หากไม่มีเงินทุนก็จะให้สถาบันการเงินของรัฐเข้าไปให้การสนับสนุนอย่างรวดเร็ว
ด้านกรมสรรพากรก็เร่งประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนเข้าใจถึงรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นลงทุนหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ว่าการลงทุนที่นำมาหักลดหย่อนภาษีได้มี 4 ประเภท ได้แก่ 1.เครื่องจักร ส่วนประกอบ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ 2.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3.ยานพาหนะ และ 4.อาคารถาวร ไม่รวมที่ดิน และไม่รวมอาคารถาวรที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งจะต้องพร้อมใช้งานถึงจะหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังเร่งประชาสัมพันธ์มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพที่ลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จะได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกินปีละ 30 ล้านบาท มาตรการลดหย่อนภาษีพี่ช่วยน้องให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จ้างงานเกิน 200 คน มีสินทรัพย์ไม่รวมที่ดินเกิน 200 ล้านบาท ให้เงินช่วยเหลือการพัฒนาวิจัยกับบริษัทเอสเอ็มอี หรือบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า ให้นำรายจ่ายดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ และมาตรการเร่งการลงทุนภาคเอกชนถือเป็นมาตรการสำคัญในการดันให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3.3% และสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดีต่อไปยังเศรษฐกิจปีหน้า โดยเฉพาะการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องยนต์ที่อ่อนแรงที่สุด โดยรมว.คลัง ออกมายืนยันตลอดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้สูงอย่างก้าวกระโดดหากภาคเอกชนเริ่มลงทุน
ดังนั้น ความพยายามของรัฐบาลที่ผ่านมาจึงได้ทุ่มออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเริ่มทำให้เอกชนเริ่มลงทุนได้บ้างแต่ยังไม่มากพอที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การเร่งการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้และหามาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในปีหน้า







