
เลือกตั้งสหรัฐชี้ชะตา 'ปักหมุดเอเชีย' อยู่หรือไป
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 20 วัน ก็จะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งประวัติศาสตร์ในวันอังคารที่ 8 พ.ย.นี้แล้ว โดยถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่สหรัฐอาจจะได้ประธานาธิบดีหญิงเป็นครั้งแรก หรืออาจจะได้ประธานาธิบดีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้มากที่สุด ซึ่งอาจพลิกโฉมโลกเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ในด้านไหน สำหรับเอเชียแล้ว นี่เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะจะเป็นการบ่งชี้ทิศทางความต่อเนื่องในนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” (Pivot to Asia) ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา บ่งชี้ถึงการดำเนินนโยบายต่อ “จีน” ซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การค้า และการเมืองต่อทั้งทวีปเอเชียมากที่สุดในวันนี้ และบ่งชี้ถึงอนาคตการค้าเสรีในภูมิภาคภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ “ทีพีพี”
ในยุคสมัยของโอบามาที่กำลังจะหมดวาระลงในเร็วๆ นี้ ถือได้ว่าเป็นยุคที่สหรัฐกลับมาเกี่ยวข้องกับทวีปเอเชียมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยลดความสนใจออกจากปัญหาก่อการร้ายในตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน หันมาพุ่งเป้าคู่แข่งใหม่อย่างจีนในเอเชียแทน และดูเหมือนว่านโยบายการกลับมาปักหมุดในเอเชียนั้นจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในแง่ของการคานสมดุลอำนาจกับจีน
ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ปัญหาเรื่องนิวเคลียร์เกาหลีเหนือดูจะเป็นเพียงปัญหาระดับภูมิภาคเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการเจรจา 6 ฝ่ายเกาหลีเหนือ และผ่านการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะระบบต่อต้านขีปนาวุธให้กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้มากที่สุด
ทว่า ประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ คือโอกาสใหม่ที่ทำให้สหรัฐมีจังหวะกลับเข้ามาเล่นได้อีกครั้งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตั้งรับกับนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ของจีนที่รุกคืบทั้งทางบก
และทางทะเล โดยตลอด 8 ปีที่ผ่านมาโอบามาเดินทางมาเยือนหลายประเทศ เปิดบ้านต้อนรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่แคลิฟอร์เนีย ปรับโมเมนตัมในภาคพื้นอินโดไชน่าที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของจีน ด้วยการเจาะเข้าไปยังเมียนมากับเวียดนาม ภายใต้ความตกลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง และความตกลงทีพีพี
อย่างไรก็ดี มรดกทั้งหมดนี้อาจเปลี่ยนโฉมไปภายใต้ผู้นำคนใหม่ที่กำลังจะมาในเดือนหน้า
หากพิจารณาถึงแนวโน้มความเป็นไปได้มากที่สุดหลังเสร็จสิ้นการโต้วาทีครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายไปเมื่อวานนี้ ฮิลลารีคลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต น่าจะเป็นฝ่ายชนะเหนือ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เนื่องจากมีนโยบายที่ดูเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า และมีคะแนนนำในโพลหลายสำนัก เช่น โพลของซีเอ็นเอ็น/โออาร์ซี ที่นำอยู่ 52% ต่อ 39%
หากเป็น ฮิลลารี ก็มีแนวโน้มที่สหรัฐในอีก 4 ปีข้างหน้า อาจไม่เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากนักจากในปัจจุบัน ทั้งในเรื่องนโยบายปักหมุดเอเชีย การเป็นปฏิปักษ์กับจีน หรือแม้แต่ความตกลงทีพีพี
แม้จะเปลี่ยนท่าทีไปเป็นคัดค้านข้อตกลงทีพีพี จากเดิมที่เคยเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักในช่วงต้น เนื่องจากประชาชนชาวอเมริกันมีทีท่าไม่สนับสนุนเอฟทีเอฉบับนี้กันมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดากลุ่มสหภาพแรงงานที่เป็นคะแนนเสียงกลุ่มใหญ่ในการเลือกตั้ง ทว่าเว็บไซต์จอมแฉวิกิลีกส์ ได้เปิดเผยข้อมูลลับของฝ่ายฮิลลารีที่อัพเดทจนถึงเมื่อปลายเดือน มิ.ย. 2015 ว่า แท้จริงแล้วฮิลลารียังคงสนับสนุนทีพีพีอยู่
ข้อมูลที่ได้จากทีมหาเสียงของฮิลลารีอย่าง จอห์น โพเดสตา บ่งชี้ว่าฮิลลารีเป็นผู้สนับสนุนหลักทั้งความตกลงทีพีพี และกฎหมายฟาสต์แทร็กที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐส่งเสริมการค้าเสรี (ทีพีเอ) ทว่าต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ระหว่างหาเสียงไปเป็นการคัดค้านแทน เพื่อให้ได้เสียงในการเลือกตั้งมากขึ้นจากกลุ่มแรงงานในประเทศที่คัดค้านทีพีพี และโพเดสตายังเคยตอบโต้กับลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีต รมว.คลังสหรัฐ เพื่อแก้ต่างทีพีพีด้วย ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ฮิลลารีจะหาทางพลิกโมเมนตัมกลับมาเดินหน้าทีพีพีภายหลังได้รับชัยชนะ
หากดูจากผลสำรวจความเห็นล่าสุดของประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสมาคมผู้บริโภคเทคโนโลยีสหรัฐ จะพบว่าผู้ตอบแบบสำรวจสนับสนุนการค้าเสรี 56% และสนับสนุนทีพีพี 42% แม้จะเป็นตัวเลขไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ไม่ใช่การต่อต้านที่ได้เสียงขาด ทำให้ยังมีความเป็นไปได้ที่ฮิลลารีจะพลิกกลับมาเดินหน้าต่อหลังจากนี้ โดยเฉพาะการมีประเด็นสนับสนุนว่าสหรัฐจะสูญเสียมหาศาลทั้งในแง่อิทธิพลและเศรษฐกิจ หากไม่ยอมเดินหน้าให้สัตยาบันในข้อตกลงทีพีพี 12 ประเทศ ในขณะที่จีนกำลังเร่งเดินหน้าเส้นทางสายไหมของตัวเองผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปทั่วโลก
ฮิลลารี ยังถือเป็นผู้สนับสนุนหลักในการเริ่มนโยบายปักหมุดเอเชียของโอบามา โดยได้เขียนบทความเรื่องศตวรรษแปซิฟิกของอเมริกา ในนิตยสารฟอเรน โพลิซี เมื่อปี 2011 ระหว่างที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ว่า เอเชียแปซิฟิกจะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของการเมืองโลก เอเชียจะเป็นส่วนสำคัญในอนาคตของสหรัฐ และสหรัฐก็เป็นหัวใจสำคัญต่ออนาคตของเอเชียเช่นเดียวกัน ทั้งในแง่บทบาทความเป็นผู้นำและการลงทุนของภาคเอกชนอเมริกัน และอาจสำคัญยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ยุคใหม่นี้
แฮร์รี ซา นักวิจัยจากสถาบันศึกษาการระหว่างประเทศ เอส ราจารัตนัม กล่าวว่า ภายใต้การนำของฮิลลารี สหรัฐจะยังคงสานต่อนโยบายจากยุคของโอบามา ซึ่งหลายประเทศในเอเชียน่าจะยินดีกับการคงกำลังทางทหารของสหรัฐอยู่ เนื่องจากมีส่วนช่วยสนับสนุนเสถียรภาพและสันติภาพของสหรัฐในภูมิภาคนี้ เพียงแต่ยุคของฮิลลารีก็จะมีรายละเอียดบางอย่างต่างไปจากโอบามา เช่น ความตกลงทีพีพี
ขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนนั้นคาดว่าจะดำเนินไปภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตอบโต้กันผ่านทางองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) และการเข้ามาดำเนินบทบาทในเอเชียและอาเซียนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐก็ยังไม่หมดลงจนเหลือศูนย์ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์กับเอเชียในอนาคตจะเปลี่ยนไปเช่นกัน และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เป็นอนาคตที่คาดเดายากและเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะแม้จะชูจีนว่าเป็นศัตรู แต่การกลับท่าทีไปมาหลายครั้งของทรัมป์ตั้งแต่เริ่มหาเสียงจนถึงการดีเบตครั้งสุดท้าย อาจพอเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าในทางปฏิบัติจริง ทรัมป์อาจจะไม่สามารถทำตัวเป็นศัตรูกับเจ้าหนี้อันดับ 1 ได้มากเกินกรอบ ขณะที่ในด้านการทหารและความสัมพันธ์ต่างประเทศนั้น ก็ยังมีข้อจำกัดที่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานอื่นๆ เป็นผู้เล่นหลักที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจ ไม่ใช่ประธานาธิบดีเพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ดี หวังอี้เหว่ย ผู้อำนวยการสถาบันการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ให้มุมมองกับเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ว่า แม้จีนจะต้องเตรียมรับใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่โอกาสที่ทรัมป์จะเป็นผู้ชนะนั้นเป็นไปได้ยาก ขณะที่ อู๋ซินป๋อ ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยฟูตัน มองว่าผู้ชนะในศึกเลือกตั้งสหรัฐอาจไม่มีผลกับจีนมากเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะจีนเองก็ลดอิทธิพลทางเศรษฐกิจกับสหรัฐ หันไปมุ่งกับนโยบายเส้นทางสายไหมที่ดำเนินการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่นๆ และธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) แทน
ไม่ว่าผู้นำใหม่ของสหรัฐจะเป็นใครก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสหรัฐจำเป็นต้องคานสมดุลอำนาจกับจีนในเอเชีย และทำให้ภูมิภาคนี้ต้องอยู่ในโฟกัสของสหรัฐไปอีกนาน







